Categories
นักฟุตบอล

สถิติใหม่!แฟนแห่ชมเกมพีทีทีมากสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

พลังเพลิง สร้างสถิติใหม่ของสโมสรเมื่อมีผู้เข้าชมเกมมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งทีมในนัดเปิดบ้านพ่าย   ufa1688    ปราสาทสายฟ้า

พีทีที ระยอง เอฟซี ทีมชั้น 10 ในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 สร้างสถิติใหม่ในพีทีที สเตเดียม เมื่อมีแฟนบอลเข้าชมเกมมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในนัดเปิดบ้านแพ้จ่าฝูง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 0-1 ตอนวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยในเกมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วแฟนบอลของทั้ง 2 ทีม เดินทางเข้าชมเกมในพีทีที สเตเดียม มากถึง 10,822 คน ซึ่งเป็นเกมที่มีสถิติแฟนบอลเข้าชมมากที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

เป็นการทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในนัดที่ “พลังเพลิง”เปิดบ้านพบกับ เอสซีจี เมืองทองฯ ช่วงวันที่ 28 สิงหาคม 2013 ในศึกบอลมูลนิธิไทยคม เอฟ เอ คัพ รอบ 8 ทีม ที่มียอดแฟนบอลเข้าชมเกม 10,046 คน

ขณะเดียวกัน ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น กุนซือ “พลังเพลิง” ได้กล่าวถึงเกมนัดที่ผ่านมากับ“ปราสาทสายฟ้า” ว่า “ตอนที่ผมเผ่านารับงานคุมทีมพีทีที ระยอง ผู้บริหารได้ให้เป้าหมายเอาไว้ 2 อย่างคือหนึ่งต้องพาทีมเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุด และสองทำยังไงก็ได้ให้แฟนบอลเผ่านาชมเกมเต็มความจุของสนาม”

“ซึ่งเป้าหมายแรก ผมทำสำเร็จไปแล้วเมื่อปีก่อน ที่พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก 2 พร้อมได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่ลีกสูงสุด ก่อนที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะทำเป้าหมายที่ 2 ที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ โดยเกมนี้แม้เราจะพ่ายแพ้ แต่ส่วนตัวผมภูมิใจในผลงานของนักเตะทุกคน และยกให้เป็นเกมที่ดีที่สุดเกมหนึ่งของฤดู”

“ตอนนี้ผมมีอีก 1 เป้าหมายที่จำเป็นที่จะต้องทำให้สำเร็จในปีนี้ ซึ่งก็คือการพาทีมให้อยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไปให้ได้ โดยแม้สภาพการณ์ทีมจะแพ้มา 3 นัดติด และถูกทีมอื่นทำคะแนนไล่จี้ขึ้นมา แต่ผมเชื่อว่าหากเราเล่นได้ในฟอร์มเหมือนนัดที่เจอบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราสามารถต่อกรได้กับทุกทีม”

“8 นัดที่เหลือจากนี้คือไฟนอลเกม ที่ทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำงานหนัก และต่อสู้ไปด้วยกัน เพื่อให้ทำเป้าหมายสุดท้ายนี้ให้สำเร็จให้ได้” โค้ชโจ กล่าวทิ้งท้าย

“เป็นเกมที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยตั้งตารอเมื่อสองยอดกุนซือไทยลีกโคจรกลับมาพบกันอีกรอบ”

“โค้ชเตี้ย สะสม พบประเสริฐ พึ่งพา ฉลามชล ฉกแต้มจากทีมลุ้นแชมป์ อย่างทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ทิศทางของทีมกำลังไปได้ดี โดยเฉพาะการเล่นในบ้าน”

“และนัดนี้ต้องรับการมาเยือนของสุโขทัย เอฟซี ที่ได้ โค้ชเบ๊ ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก เผ่านาช่วยกู้วิกฤติเพื่อให้หนีตกชั้น ชลบุรี ยังคงเล่นได้หนักแน่นจนได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แม้จะโดนตีเสมอ”

“แต่การปรับ จุง เมียง โอ จากเซนเตอร์ฮาล์ฟ ขึ้นมายืนกองกลางตัวรับถือเป็นการปรับหมากเหนือความคาดหมายของฝั่งคูแข่ง และนั่นทำให้พวกเขามีแดนกลางที่เหนียวแน่นขึ้น”

“ก่อนที่แข้งชาวเกาหลีใต้จะแอสซิตส์ช่วยทีมขึ้นนำเจ้าบ้านได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามต้องชมการปรับแกเกมของเฮดโค้ชฉลามชล ที่ตัดสินใจส่ง อังเคล กีราโด ที่อดทน และสดกว่ามาช่วยเกมรุก”

“ก่อนจะเป็นผู้โขกประตูตีเสมอ 2-2 และจบเกมด้วยสกอร์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นับเป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลทั้งสองทีมได้ลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ และคุ้มค่าตั๋ว”

“แต่ในขณะเดียวกันฝั่งของเฮดโค้ชทั้ง ชลบุรี และ สุโขทัย มีโจทย์ใหญ่ที่ต้องกลับไปทบทวน โดย ฉลามชล แม้ฟอร์มจะดีขึ้นในเลกสอง แต่การเก็บเพิ่มทีละแต้มนั้น”

“ไม่ดีต่อสภาพการณ์ของทีมแน่ๆ ส่วน สุโขทัย ต้องเพิ่มความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเร่งปรับเป็นการด่วนเพื่อให้ความอยู่รอดบนลีกสูงสุดต่อไป” “เป็นเกมที่สนุกและต้องลุ้นอยู่ตลอดเวลา และหนึ่งในไฮไลท์คือการดวลแทคติกของสองกุนซือตัวท็อปของแวดวงลูกหนังไทยอย่าง “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ และ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก”

“โดยเฉพาะโค้ชเบ๊ ที่เพิ่งจะหวนกลับมากอบกู้สภาวะของค้างคาวไฟ พร้อมเปิดฉากเกมแรกได้น่าสนใจมากๆ เมื่อปรับหมากให้ จุง เมียง โอ ที่เล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ ขยับขึ้นไปยืนกองกลางตัวรับ”

“และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมทันที และเกือบเก็บสามคะแนนออกมาได้ ขณะที่ โค้ชเตี้ย ก็คอยปรับแทคติกชิงไหวชิงพริบกันตลอด 90 นาที ทำให้เกมนี้สนุกและมีสีสัน ก่อนที่จะจบด้วยการแบ่งแต้มกันไป 2-2”

Categories
นักฟุตบอล

ทีมอุ้มพ่ายยับ! คาชิมาถล่มมารินอส 4-1 ร่วงเอ็มเพอเรอร์ คัพ

ต้นสังกัดแบ็คซ้ายชาวไทยจอดป้ายเพียงรอบ 16 ทีม  ufa1688  ศึกเอ็มเพอเรอร์ คัพ หลังโดน คาชิมา ต้อน 4-1
วันที่ 25 กันยายน 2562 การแข่งขันบอลเอ็มเพอเรอร์ คัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คาชิมา อันท์เลอร์ส รับการมาเยือน โยโกฮามา เอฟ มารินอส เวลา 17.00 น.

เจ้าบ้าน กวางเขาเหล็ก ผลงานร้อนแรงไม่แพ้ใคร 10 เกมติดต่อกัน รวมทุกรายการ แต่ปัจจุบันแม้จะเสมอ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ 1-1 แต่รวมผลสองนัดตกรอบ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีม ส่วนทีมเยือน ทัพกะลาสี ชนะมา 3 นัดติดต่อกัน ปัจจุบันถล่ม ซานเฟรชเซ ฮิโรชิมา 3-0 โดยเกมนี้ส่ง ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายฟอร์มแรงที่ยิงไปแล้ว 2 ประตู ในลีก ออกสตาร์ท 11 คนแรก

โดยเกมนี้ผลปรากฏว่าเป็น คาชิมา ที่เข้มแข็งกว่าเอาชนะไป 4-1 เจ้าบ้านได้ประตูออกนำตั้งแต่นาทีที่ 13 จาก อัตสุทากะ นากามูระ แต่ มารินอส ได้ประตูตีเสมอจาก เอริค ลิมา ในนาทีที่ 23

อย่างไรก็ตามก่อนหมดครึ่งแรก คาชิมา ยิงสองประตูจาก นากามูระ คนเดิม ในนาทีที่ 30 และ 45 เป็นแฮตทริกของเจ้าตัวในเกมนี้ และในช่วงหลังนาทีที่ 76 ได้ประตูปิดท้ายจาก โช อิโตะ เก็บชัยท่วมท้น 4-1 ผ่านไปสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ   กุนซือช้างศึก เผยเตรียมนำทีมชุดใหญ่ และ U23 เก็บตัวพร้อมกัน พร้อมการันตีเตรียมอุ่นคองโก ก่อนดวล ยูเออี ในเกมคัดบอลโลก นัดที่ 3
อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เผยแผนงานการเตรียมทีมก่อนทำการแข่งขันบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่มจี นัดที่สามที่จะพบกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมแจงหน้าที่ของสามเฮดโค้ชชาวไทย

อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า “หลักๆ การสัมมนาวันนี้ เพื่อให้ปรึกษาหารือในการเตรียมทีมเพื่อให้เจอกับ ยูเออี นอกเหนือจากนี้ ก็จะมีการเก็บตัวรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ด้วย และการอุ่นเครื่องไปพร้อมกัน เราก็คุยเรื่องการแบ่งแผนงาน รวมทั้งการคัดนักเตะของทั้งสองชุด”

“การสัมมนาเราก็ได้คุยเรื่องผู้เล่น ก็กำหนดได้ระดับหนึ่ง และหลังจากนี้ สมาคมฯ ก็จะติดต่อไปยังสโมสร เพื่อให้ขอตัวนักกีฬาอีกรอบ”

“การทำงานในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้ใช้ผู้ช่วยโค้ชทั้งหมด 5 คน ผมพยายามให้ผู้ช่วยโค้ชชาวไทยทั้งสามคน เป็นตัวหลักในการดูแลนักเตะ ระหว่างชุดใหญ่กับ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เราจะเก็บตัว พร้อมกัน จุดหมายในรอบนี้ คือ โค้ชทั้งสามคน ได้เรียนรู้ความคิดจากผมได้ดี ก็อยากให้นำไปถ่ายทอดให้กับ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ให้ซึมซับไปพร้อมกัน โดยในคราวนี้ ผมก็ได้แต่งตั้งโค้ชอิสสระ ในการคุมทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เป็นคนแรก”

“สาเหตุที่แต่งตั้งอิสสระ ศรีทะโร เป็นคนแรก เป็นเพราะเขาเป็นหนึ่งในสามคนที่เป็นผู้ช่วยผม และที่สำคัญก็มีประสบการณ์ในการคุมทีมชุดเยาวชนมากที่สุด จึงเลือก โค้ชอิสสระ ดูแลระหว่างคาบเกี่ยวกับทีมชุดใหญ่”

“เมื่อเทียบกัน ผู้ช่วยทั้งสามคน ผมได้รู้จักกับโค้ชอิสสระ ตรงเวลาที่ค่อนข้างนาน ผมได้เห็นรูปแบบ และแพสชั่น ในการซ้อมทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในคราวนี้ ผมจึงตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่า ในช่วงคาบเกี่ยวกัน จึงเลือกโค้ชอิสสระ เป็นผู้ช่วย”

“แต่ไม่ได้แปลว่า โค้ชอิสสระ จะดูแล รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ไปตลอด จุดมุ่งหมายของผม ตอนนี้ผมมีผู้ช่วยโค้ชสามคน ผมก็จะพยายามหมุนเวียน อย่างเช่นการไปสเกาท์คู่ต่อสู้ อย่างที่เราเคยส่งไปดูเกมอินโดนีเซีย หรือ ยูเออี คราวนี้ ในการคุมทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก็จะมีการหมุนเวียน นี่คือการพัฒนาผู้ฝึกสอนชาวไทยได้ดีที่สุด”

“ส่วนการจับสลากการแข่งขัน “AFC U-23 Championship Thailand 2020 ซึ่ง ทีมชาติไทย อาจ จะอยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติญี่ปุ่น นั้น จากประสบการณ์มองว่า ทีมชาติญี่ปุ่น รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ค่อนข้างแกร่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจะอยู่กลุ่มเดียวกัน หรือ คนละกลุ่ม เราก็ต้องเตรียมทีมให้พร้อมมากที่สุด”

“ส่วนหน้าที่ของผม ก็คือ เฮดโค้ชทีมชาติไทยชุดใหญ่ และ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในกรณีที่ไม่ได้คาบเกี่ยวกัน เช่นในช่วง การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ผมจะไปคุมทีม รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ด้วยตัวเอง ซึ่งการนักกีฬาชุดซีเกมส์ นั้น ที่สามารถใช้โควต้าผู้เล่นอายุเกินได้ ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นโอกาสดี ที่จะได้วัดประสิทธิภาพนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในการต่อยอดไปชิงแชมป์เอเชีย ในช่วงต้นปี ตอนนี้เราก็ตั้งมั่นว่าซีเกมส์ เราจะไม่ใช้โควตานักเตะอายุเกิน”

นอกจากนี้ กุนซือชาวญี่ปุ่น ยังเอ่ยถึงโปรแกรมของชุดใหญ่ ที่เตรียมเปิดบ้านอุ่นเครื่องพบกับ ทีมชาติคองโก ชั้น 90 ของโลก วันที่ 10 ตุลาคมว่า “ตอนแรกเราพยายามหาทีมอุ่นเครื่องที่ใกล้เคียงกับ ยูเออี มากที่สุด แต่สุดท้ายก็มาได้ทีม คองโก ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ที่เราจะมีโอกาสอุ่นเครื่องกับทีมนอกทวีปบ้าง”

สำหรับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีโปรแกรมการแข่งขันบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่มจี นัดที่สาม พบกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐทีวี

Categories
นักฟุตบอล

กระแสดี!บัตรช้างศึกเปิดบ้านรับยูเออีหมดเกลี้ยงใน2นาที

เพียง 2 นาที กองเชียร์ช้างศึกจองตั๋วไทย-ยูเออี จนหมดเกลี้ยง ufa1688  หลังไทยทิคเก็ตเมเจอร์เปิดขาย รอบทั่วไปช่วงเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา

บัตรเข้าชมเกมระหว่างทีมชาติไทย พบกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2  นัดที่สาม ถูกสาวกจับจองจนหมดเกลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา

ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ เปิดให้ผู้ถือบัตร Changsuek Member ได้สิทธิ์ซื้อบัตรไปแล้วก่อนหน้านี้ กระทั่งล่าสุดได้เปิดจำหน่าย รอบทั่วไปจับจองบัตรได้ช่วงเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา

ซึ่งปรากฏว่าบัตรถูกจำหน่ายจนเกลี้ยงทุกโซนที่นั่งภายใน 2 นาทีเท่านั้น โดย สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต สามารถ จุกองเชียร์ได้ประมาณ 25,000 คน

สำหรับทีมชาติไทย เตรียมพบกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 3 ของกลุ่มจี(G) ทัพดาวทองแต่งตั้งกุนซือชาวฝรั่งเศสที่เคยผ่านงานคุมทีมชาติญึ่ปุ่น ขึ้นมาเป็นกุนซือทีมชุดU18,19 ลุยศึก AFC U19 รอบคัดเลือก

สมาคมฟุตบอลเวียดนาม แต่งตั้ง ฟิลิปป์ ทรุสซิเยร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส เป็นหัวหน้าผู้สึกสอนทีมชาติเวียดนาม ชุด U18 และ U19 อย่างเป็นทางการ

กุนซือคนเก่าของทีมชุดนี้อย่าง ฮอง อัน ตวน ลาออกตากตำแหน่งหลังนำทีมดาวทองชุด U18 ตกรอบฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนชุด U18 ที่เวียดนามเองเป็นเจ้าภาพ

ทำให้โดนสาวกกดดันอย่างหนักจนตัวเขาต้องลาออกไป ล่าสุด ทัพดาวทอง แต่งตั้ง ทรุสซิเยร์ เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของทีมชุด U18/19 เป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว

โดยภารกิจแรกของเขาคือการนำทีมแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่น U19 รอบคัดเลือกโดยทีมจะอยู่ในกลุ่ม J ร่วมกับ ญี่ปุ่น, มองโกเลีย และ กวม โดยจะเริ่มทำการแข่งขันในวันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ทรุสซิเยร์ นับเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีประสบการณ์โชคโชนมากว่า 36 ปี โดยนำทีมชาติญี่ปุ่น คว้าแชมป์เอเชียนคัพ ในปี 2000

และนำทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 และคุมอีกกว่า 20 ทีม และยังเคยเสนอตัวคุมทีมชาติไทย เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา อีกด้วย
มาดามแป้ง พร้อมครอบครัว ปลื้มปริ่มถ้วนหน้า เมื่อร่วมยินดีกับ น้องปราง เนื่องในโอกาสวันรับปริญญา

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมา เข้าร่วมพิธีวันฝึกซ้อมบัณฑิต ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยมี “มาดามแป้ง” พร้อมด้วยคนในครอบครัวและญาติสนิท ร่วมแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม รวมถึงศิลปิน-ดารา และคนกีฬาอาทิ อั้ม-พัชราภา, แอ๊ฟ-ทักษอร

รวมถึง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พร้อมด้วยภรรยา ซึ่งมีความสนิทสนมกัน มาร่วมแสดงความยินดีครั้งนี้ด้วย แม้ครอบครัวจะอยู่แวดวงธุรกิจ ทั้งยังทำฟุตบอลอย่างจริงจัง แต่แม่สมัยใหม่อย่างมาดามแป้ง

ก็ขอเปิดโอกาสให้ลูกสาวได้เลือกเส้นทางเดินด้วยตัวเอง เหมือนที่ตนเคยเลือกทำสินค้าแฟร์ชั่น และฟุตบอล ซึ่งมีความไม่เหมือนกันจากธุรกิจของตระกูลอย่างสิ้นเชิง ณ กิเลนวัลเลย์ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ลงเกมอุ่นเครื่องกับ นครราชสีมา ห้วยแถลง ยูไนเต็ด สโมสรจาก ออมสิน ลีก (T4) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

เกมดังกล่าว อเล็กซานเดร กามา กุนซือชาวบราซิล ส่งผู้เล่นชุดหลักลงสนามทั้ง เฮแบร์ตี แฟร์นานเดส , แดร์เลย์ , ศฤงคาร พรมสุภะ , อดิศักดิ์ ไกรษร รวมถึงผู้เล่นดาวรุ่งลงสนาม ก่อนจะเป็น กิเลนผยอง กดคู่แข่งจากไทยลีก 4 ถึง 9-1

โดย อดิศักดิ์ ไกรษร และ ธีรศิลป์ แดงดา  2 กองหน้าที่ไม่มีชื่อในทีมชาติไทยของ อากิระ นิชิโนะ โชว์ฟอร์มเยี่ยมยิงคนละ 2 ประตู นอกจากนี้ยังได้ประตูเพิ่มจาก แดร์เลย์, ศุภนันท์ บุรีรัตน์, ธรภัทร แวมประชา, ซัลดี้ วงษ์เดอรี ที่เรียงแถวยิงคู่แข่งไม่ยั้งเอาชนะไปแบบขาดลอย

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ ดีเอโก คอสต้า

กุส ฮิดดิงค์ ผู้จัดการทีมเชลซี บอกว่า ดิเอโก คอสต้า กองหน้าประจำทีมสิงห์บลูต่อยผนังอุโมงค์ของสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ จนได้รับความเสียหาย หลังผลเสมอเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 2-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา  ufa1688 

      ดาวยิงชาวสเปน ออกอาการหงุดหงิดตลอดทั้งเกม จากการถูกผู้เล่นของทีมเยือนตามป่วน จนไม่อาจทำเกมได้ถนัด และมีการโวยวายใส่ผู้ตัดสิน ก่อนที่จะระบายอารมณ์กับอุโมงค์สู่ห้องแต่งตัว แต่กุนซือดัตช์คิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

      "เราซ่อมมันได้ง่ายๆ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร" ฮิดดิงค์กล่าว

      "เขาเป็นคนที่มีความรู้สึกร้ายแรง และผมก็ชอบในสิ่งนั้นมากๆ ถ้าคุณจำเป็นต้องคอยผลักดันนักเตะอยู่ตลอดๆ ผมคิดว่ามันคงจะยากมากๆ ที่จะอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก แต่ถ้าหากกลับแปลงเป็นว่า คุณต้องคอยควบคุมพวกเขาแทน มันจะเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่ามาก"

     เกมนัดปัจจุบันกับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อ 16 มกราคม 2016 ดิเอโก้ คอสต้า ก็มีส่วนร่วมกับทีมเป็นอย่างมากจนทัพ ''สิงห์บูล'' เก็บ 1 คะแนนในเกมที่ยากลำบากได้สำเร็จ โดย คอสต้า จัดการซัดประตูตีไข่แตกให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2 ก่อนที่จะทำอีก 1 แอสซิสต์ให้ ฟาเบรกาส ยิงตีเสมอเป็น 2-2 ช่วยให้จบเกม เชลซี เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ไปอย่างสุดมันส์ 3-3 โดยมาได้ จอห์น เทอร์รี่ ไล่ตามตีเสมอให้อีกรอบในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 8

ชื่อ : ดีเอโก คอสต้า
 
เชื้อชาติ : บราซิล/สเปน
 
วันเกิด : 7 ตุลาคม 1988
 
อายุ : 25 ปี
 
สถานที่เกิด : เมืองลาการ์โต้ ประเทศบราซิล
 
ส่วนสูง : 188 เซนติเมตร
 
ต้นสังกัด : แอตเลติโก มาดริด

ตำแหน่ง : กองหน้า

     ดีเอโก คอสต้า เกิดที่เมืองลาการ์โต้ ประเทศบราซิล เขาเริ่มเล่นบอลนัดแรกที่สโมสร บาร์เซโลน่า เอสปอร์ติโว่ กาเปลา ในเมืองเซา เปาโล จนกระทั่งถึงอายุ 16 ปี โดยชีวิตการค้าแข้งอาชีพของเขาเริ่มผจญภัยในประเทศโปรตุเกส เมื่อเขาได้เซ็นสัญญากับ เอสซี บราก้า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2006

     และในช่วงซัมเมอร์ของปี 2006 นั้น คอสต้า ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ เอฟซี เปนาเฟล ทีมในดิวิชั่น 2 ของลีกโปรตุเกส โดยที่นี่เขาลงเล่นไปทั้งหมด 13 นัด ยิงได้ 5 ประตู ต่อมา ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน คอสต้า ก็ถูกขายไปให้กับ แอตเลติโก มาดริด ด้วยราคา 1.5 ล้านยูโร (ราว 60 ล้านบาท) แต่เขาก็ยังคงลงเล่นให้กับ บราก้า ในฐานะนักเตะยืมตัว จนกระทั่งจบฤดู ซึ่งเขายิงประตูแรกให้กับ บราก้า ในศึกยูฟ่า คัพ นัดที่เอาชนะ ปาร์ม่า ไป 1-0 ซึ่ง คอสต้า ทำสถิติลงสนามให้กับ บราก้า ไปทั้งสิ้น 9 นัด ยิงได้ 1 ประตู

     ในฤดู 2007-08 ดีเอโก คอสต้า ถูกปล่อยให้ เซลต้า บีโก้ ยืมตัวไปเล่น ซึ่งเขาทำสถิติลงสนามให้กับ เซลต้า ไปทั้งสิ้น 30 นัด ยิงได้ 5 ประตู ต่อมา ในฤดู 2008-09 เขาก็ถูกปล่อยให้ อัลบาเซเต้ ยืมตัวไปอีก โดยที่นี่ คอสต้า ได้รับโอกาสลงสนามไป 35 นัด ซัดไป 9 ประตู

     ตอนวันที่ 8 กรกฎาคม 2009 ดีเอโก คอสต้า ถูกขายไปให้กับ เรอัล บายาโดลิด โดยเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อตัวผู้รักษาประตู เซร์กิโอ อาเซนโก้ ซึ่งมีออปชั่นที่สามารถซื้อตัวกลับได้ ในตอนจบฤดู และในฤดู 2009-10 นี้ เขาลงสนามให้กับ บายาโดลิด ไปทั้งหมด 34 นัด ยิงได้ 7 ประตู

     ในเดือนมิถุนายน 2010 ดีเอโก คอสต้า กลับมาสู่ แอตเลติโก มาดริด อีกที โดยมาเป็นกองหน้าสำรองของ กุน อเกวโร่ และ ดีเอโก ฟอร์ลัน แต่การบาดเจ็บของ กุน อเกวโร่ ทำให้เขามีโอกาสได้ลงสนาม ตอนจบฤดู คอสต้า มีสถิติลงสนามให้กับทีม "ตราหมี" ไป 39 นัด ยิงได้ 8 ประตู รวมในทุกรายการ

     ในฤดู 2011-12 ดีเอโก คอสต้า ถูกปล่อยให้กับ ราโย บาเยกาโน่ ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งเขาทำสถิติลงสนามไปทั้งสิ้น 16 นัด ยิงได้ 9 ประตู ต่อมา ในฤดู 2012-13 คอสต้า กลับมาลงเล่นให้กับ แอตเลติโก มาดริด ต้นสังกัดที่แท้จริงอีกรอบ คราวนี้ เขาได้เป็นตัวหลักของทีม โดยเขาลงรับใช้ทีมไปทั้งหมดในทุกรายการถึง 44 นัด ยิงได้ 20 ประตู

     และปัจจุบัน ในฤดู 2013-14 นี้  ดีเอโก คอสต้า โชว์ฟอร์มได้อย่างดียิ่งให้กับ แอตเลติโก มาดริด โดยกดไปแล้วถึง 13 ประตู จากการลงสนาม 13 นัด ให้กับต้นสังกัด ก่อนหน้านี้ เขามีข่าวว่า หงส์แดง ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 25 ล้านยูโร (ราว 1,000 ล้านบาท) แต่ คอสต้า ก็ตัดสินใจต่อสัญญากับ แอตเลติโก มาดริด ต่อไปจนถึงปี 2018

    1 กรกฎาคม 2014 เชลซี ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาของ ดิเอโก คอสต้า ถึง 32 ล้านปอนด์ (ประมาน 1,600 ล้านบาท) และดึงมาร่วมทัพ โดย ''สิงห์บูล'' มีการเปิดตัว คอสต้า ไปช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 5 ปี ค่าเหนื่ออยู่ที่ 150,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ ดิเอโก ได้ให้สัมภัษณ์ว่า ''เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ย้ายมาร่วมทีมกับทางด้าน เชลซี ทุกคนต่างรู้ดีว่าที่นี่เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และพร้อมที่จะประสบความสำเร็จในทุกๆรายการ และตัวเขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการมาเริ่มใหม่ที่เกาะอังกฤษกับกุนซือที่ยอดเยี่ยม ผมรู้ว่าที่นี่มีการแข่งขันสูงมากหากคุณอยากลงสนามเป็นตัวจริง แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผมแฮปปี้เป็นอย่างมาก'' 

     ฤดูแรกของเขากับ เชลซี คอสต้า สามารถยิงประตูแรกในสีเสื้อใหม่ได้ช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2014 ในเกมอุ่นเครื่องกับ สโลเวเน่ ก่อนที่จะยิงประตูที่ 2 ในช่วงปรีซีซั่นใส่ เฟเนบาห์เช่ และปิดท้ายช่วงปรีซีซั่นด้วยการกดคนเดียว 2 ประตูใน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ให้ เชลซี เอาชนะ เรอัล โซเซียดัด ไปได้ 2-0 ดิเอโก ลงเล่นเกมแรกกับทัพ ''สิงห์บูล'' อย่างเป็นทางการเมื่อ 18 สิงหาคม ในเกมลีกที่พบกับ เบิร์นลี่ย์ โดยประตูแรกของเขาอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในเกมลีกนัดที่ 2 ที่ เชลซี เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ 2-0 

     เขาปรับตัวกับศึก พรีเมียร์ลีก ได้อย่างรวดเร็วเพราะเพียงนัดที่ 4 ในเกมลีกแค่นั้นคอสต้า ก็ระเบิดแฮทริคแรกได้สำเร็จในเกมที่พบกับ สวอนซี ซึ่งเขาก็เปลี่ยนเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุดของช่วงต้นฤดู 4 นัดเพราะยิงไปคนเดียวถึง 7 ประตู และสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนไปครองได้สำเร็จอีกด้วย 

     26 เมษายน คอสต้า ให้เป็น 1 ในกองหน้าติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของ PFA โดยยืนจับคู่ในแนวรุกกับ แฮร์รี่ เคน ฤดูแรกของเขากับ เชลซี คอสต้า ยิงไปได้ถึง 20 ประตู และเปลี่ยนเป็นขวัญใจของแฟนบอล ''สิงห์บูล'' ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาก็ตั้งความหวังไว้ว่าจะพา เชลซี กวาดทุกแชมป์ที่ลงเล่นให้ได้

     ฤดูที่ 2 กับ เชลซี คอสต้า เริ่มด้วยอาการบาดเจ็บจนทำให้เขาพลาดในเกม คอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่ต้องพบกับ อาร์เซน่อล ซึ่งเกมนั้น ''สิงห์บูล'' แพ้ไป 0-1 กลางเดือน สิงหาคม เขากลับมาลงสนามให้กับ เชลซี ได้อีกรอบและสามารถทำประตูแรกในฤดูนี้ได้สำเร็จในเกมที่เอาชนะ เวสต์บรอมวิช 3-2 โดยในตอนนั้นเขาก็ได้ถูกเรียนไปติดทีมชาติ สเปน อีกด้วย 16 กันยายน เขาทำประตูแรกใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก กับ เชลซี ได้สำเร็จช่วยให้ทีมเอาชนะ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ไปได้ 4-0

     3 วันต่อมา ดิเอโก คอสต้า สร้างเรื่องอื้อฉาวให้ตัวเองอีกรอบภายหลังที่ไปเล่นตุกติกใส่ กอสเซียนี่ และ กาเบรียล กองหลังของ อาร์เซน่อล ซึ่งรายหลังควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จนโดนไล่ออกจากสนามไป ซึ่งทำให้ เชลซี สามารถเอาชนะ ''ไอ้ปืนใหญ่'' ไปได้ในเกมนั้น 2-0 แต่แล้วตอนวันที่ 21 กันยายน คอสต้า ก็โดนโทษแบนตามมาย้อนหลังโดยโดนแบนไปถึง 3 เกมด้วยกัน แถมเขายังถูกสำนักข่าวอย่าง เดลี่ย์ เอ็กเพรส หมายหัวด้วยว่าเป็นนักเตะที่เล่นสกปรกที่สุดในพรีเมียร์ลีก

     17 ตุลาคม คอสต้า พ้นโทษแบนกลับมาลงสนามได้อีกที และเขาก็สามรถทำประตูได้ทันทีในเกมที่เอาชนะ แอสตัน วิลล่า ไปได้ 2-0 โดยในเดือนต่อมา คอสต้า แสดงพฤติกรรมร้ายแรงออกมาอีกแล้วหลังจากไปมีปัญหากับ มาร์ติน สเคอร์เทล ของ หงส์แดง แต่คราวนี้เจ้าตัวรอดพ้นจากการโดนแบนจาก เอฟเอ 29 พฤศจิกายน ในเกมกับ สเปอร์ส คอสต้า ก่อเรื่องอีกแล้วเมื่อเขาแสดงอาการไม่พอใจออกมาด้วยการปาเสื้อเอี๊ยมลงพื้นหลังการเปลี่ยนตัวของ โจเซ่ มูรินโญ่ ในเกมนั้นไม่ส่งเขาลงสนามและส่งเป็นดาวรุ่งอย่าง รูเบน ลอฟตัส ชีค ลงสนามไปแทน ซึ่งหลังเกม ''เดอะ สเปเชียลวัน'' ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ''มันเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเตะระดับโลกไม่สุขสบายเมื่ออยู่บนม้านั่งสำรอง''

     การจากไปของ โจเซ่ มูรินโญ่ ถูกเชื่อมโยงมาถึงฟอร์มการเล่นของ ดิเอโก คอสต้า , ออสการ์ และ เชส ฟาเบรกัส ที่ดรอปลงไปอย่างน่าใจหายจนหลายๆคนแอบคิดว่า 3 คนนี้เล่นเพื่อให้ไล่กุนซือเบอร์หนึ่งของโลกออกจากทีมหรือเปล่า เพราะการเผ่านาคุมทีมของ กุส ฮิดดิ้งค์ ในเกมแรก คอสต้า ก็กลับมายิงคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ เชลซี เสมอกับ วัตฟอร์ด ไป 2-2

     สำหรับในนามทีมชาติ ดีเอโก คอสต้า ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิล โดยกุนซือหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ในนัดอุ่นเครื่องกับ อิตาลี และ รัสเซีย ตอนวันที่ 5 มีนาคม 2013 ซึ่งเขาได้ลงสนามเป็นนัดแรกในนัดที่ เสมอกับ อิตาลี 2-2 ในฐานะผู้เล่นสำรอง
 

     แต่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สมาคมบอลของสเปนได้ทำเรื่องยื่นต่อฟีฟ่าเพื่อให้ให้เขาเปลี่ยนมาลงเล่นให้กับทีมชาติสเปน และปัจจุบันนี้ ดีเอโก คอสต้า สามารถลงเล่นในนามทีมชาติสเปนอย่างเป็นทางการได้แล้ว

     29 ตุลาคม 2013 คอสต้า ออกมาประกาสเองเลยว่าเขาสนใจที่จะลงเล่นให้กับทีมชาติ สเปน มากกว่า ทีมชาติ บราซิล และได้ส่งหนังสือถึงสมาคมบอลของ บราซิล เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งนายใหญ่ของ บราซิล ในตอนนั้นอย่าง สโคลารี่ ก็ออกมาบอกเลยว่า ''นักเตะบราซิเลี่ยนที่ปฎิเสธที่จะใส่เสื้อบราซิลลงเล่นในศึก เวิลด์คัพ เขาจะถูกถอดชื่อออกไปอย่างแน่ๆ เราจะกลับไปตามหาอีกล้านกว่าความฝันที่อยากลงเล่นในนามทีมชาติของเรา เราคือทีมแชมป์โลก 5 สมัย เราคือ บราซิล'' ซึ่งเป็นการแหน็บแนม คอสต้า ได้อย่างถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว

     28 กุมภาพัน 2014 บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เรียก ดิเอโก คอสต้า เข้าไปติดทีม ''กระทิงดุ'' จนได้ในเกมอุ่นเครื่องกับ อิตาลี แต่ทว่าเจ้าตัวก็พลาดการลงสนามไป ถึงอย่างไร 5 มีนาคม เขาก็ได้ลงเล่นเต็มเวลา 90 นาทีให้กับทีมชาติ สเปน ในเกมอุ่นเครื่อง

     คอสต้า มีชื่อติดเป็น 30 คนในการลุ้นไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้าย 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยวันตัดตัว 31 พฤษภาคม คอสต้า หายเจ็บกลับมาได้ทันพอดี และถูกส่งลงไปยืดเส้นยืดสายในเกมที่พบกับทีมชาติ เอล ซัลวาดอร์ และก็สามารถเอาชนะไปได้ 2-0 เกมนัดแรกในศึก บอลโลกรอบสุดท้าย 2014 สเปน พบกับ ฮอลแลนด์ ซึ่ง ดิเอโก คอสต้า สามารถเรียกจุดโทษให้ทีมได้ก่อนที่ ชาบี อลอนโซ่ จะฆ่าเข้าไปให้ ''กระทิงดุ'' นำก่อน 1-0 ทว่าสุดท้ายแล้ว สเปน แพ้ไปแบบยับเยิน 1-5 โดยระหว่างเกมเขาโดนแฟนบอลชาว บราซิล โห่ใส่ตลอดทั้งเกม ซึ่งหลังเกม คอสต้า ก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ''ผมมีเชื้อสาย สเปน และยังมีคน สเปน ที่ยังหนุนหลังผม คำวิจารณ์หรือคำสบประมาทจากที่นี่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อผมเลย''

    เกมนัดที่ 2 คอสต้า ได้โอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมที่ สเปน แพ้ให้กับ ชิลี 0-2 ซึ่งสิ่งที่แย่กว่านั้นคือเขาโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามด้วย และในเกมสุดท้ายกับ ออสเตรเลีย เขาไม่ได้ถูกส่งลงสนามเลย แต่ทัพ ''กระทิงดุ'' สามารถไล่ต้อนเอาชนะไปได้ 3-0
     ดิเอโก คอสต้า ยิงประตูแรกในสีเสื้อ สเปน ได้สำเร็จในเกมที่ สเปน ถล่มเอาชนะ ลักเซมเบิร์ก ไปได้ 4-0 ในศึก ยูโร 2016 รอบคัดเลือก เมื่อ 12 ตุลาคม 2014 เกมที่พบกับ สโลวาเกีย เมื่อ 5 กันยายน 2015 คอสต้า เรียกจุดโทษให้กับทีมได้สำเร็จแต่ทว่าตอนเปลี่ยนตัวกับ ปาโก อัลคาเซร์ เขาโดนเสียงโห่จากแฟนบอลหนักมาก ซึ่ง เดล บอสเก้ ก็ได้ออกมาปกป้องเขาว่า ''คอสต้า โชว์ฟอร์มได้ดีมากและทำให้แนวรับของ สโลวาเกีย ปั่นป่วนอย่างสุดๆ''

Categories
นักฟุตบอล

ตราดเปิดตัว 2 แข้งลีกรองช่วยลุยไทยลีก

ตราด เอฟซี ทีมในโตโยต้า ไทยลีก คว้าตัว วิทยา มูลวงศ์ และ อาทิตย์ วิเศษศิลป์ มาร่วมทีม    ufa1688 

สำหรับ วิทยา นั้น เริ่มการเล่นบอลอาชีพกับ บีอีซี เทโร (โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน), สงขลา ยูไนเต็ด, พีที ประจวบ เอฟซี, นครปฐม ยูไนเต็ด และ หนองบัว พิชญ เอฟซี ในฤดูที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวลงสนามให้พญาไก่ชนไป 17 เกมด้วยกัน

ส่วน อาทิตย์ นั้น โอสถสภา, ไทยฮอนด้า, ภูเก็ต เอฟซี, ราชนาวี, สงขลา ยูไนเต็ด, สุโขทัย เอฟซี, ลำปาง เอฟซี, เกษตรศาสตร์ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่กับไทยฮอนด้าอีกที ตามด้วยย้ายมาอยู่กับ ตราด เอฟซี ในฤดูที่จะถึงนี้

ดังนี้ตราด เอฟซี เสริมนักเตะในตลาดรอบนี้เป็นคนที่ 3 ต่อจาก ริคาร์โด ซานโตส ที่ย้ายมาก่อนหน้านี้  “ช้างเผือก” จังหวัดเชียงใหม่ ยูไนเต็ด เดินหน้าตั้งเป้าสู้ศึก M150 แชมเปี้ยนชิพ ฤดู 2020 อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบรรลุคำสัญญาเซ็นสัญญาคว้าตัว นนท์ ม่วงงาม ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี จาก จังหวัดเชียงใหม่ เอฟซี ร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับ “นนท์” ปัจจุบันอายุ 22 ปี นับเป็นนักเตะรายที่ 12 ของการเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฤดู 2020 โดยเจ้าตัวเคยพาทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตลอดจนผ่านการค้าแข้งให้กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, โปลิศ เทโร รวมทั้งลงเล่นในศึก โตโยต้าไทยลีก ฤดู 2019 ให้กับ “พยัคฆ์ล้านนา” 15 นัด กระทั่งจรดปากกาเซ็นสัญญากับ จังหวัดเชียงใหม่ ยูไนเต็ด ในในที่สุด  ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาบอลแห่งเมืองไทยฯ ให้การต้อนรับ บอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ที่เดินทางกลับเมืองไทย หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์

สำหรับ ช้างศึกชุดซีเกมส์ มีผลงานซีเกมส์ 5 นัดที่ผ่านมา ด้วยการชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 คว้าชั้น 3 ของกลุ่มบี ไม่ได้ผ่านไปสู่รอบรองชนะเลิศ

โดย พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “วันนี้ก็มารับน้องๆ นักกีฬา และก็มาให้กำลังใจ ห้วงเวลาที่ยากลำบากแบบงี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการให้กำลังใจ ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ ก็ต้องมาให้กำลังใจ เพราะน้องๆ นักกีฬา ยังมีภารกิจที่ต้องทำหน้าที่ให้ทีมชาติไทยในเดือนหน้า ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญ ในระดับเอเชีย”

“วันนี้กำลังใจ จะทำให้เขามีความรู้สึกที่พร้อมจะทำหน้าที่แทนคนไทยทั้งชาติ ก็อยากขอแฟนบอลให้กำลังใจกัน เพราะกำลังใจ สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด”

“สัญญาของผมกับ นิชิโนะ ยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขที่เราตกลงกันไว้ ตามที่เราคุยกันไว้ เรามีการติดต่อกัน ทั้งบอลชายและบอลหญิง ผมก็จะสอบถามสารทุกข์สุขดิบเป็นประจำ ทั้งการกินอาหาร ว่าเป็นอย่างไร ใครเจ็บ ผมจะทราบหมด ผมจะให้กำลังใจกับทุกคน น้องๆ นักกีฬาทุกคนรู้ดี ว่าผมเป็นนายกสมาคมฯ ก็จะรับผิดชอบดูแลทุกคนอย่างสุดกำลัง”

“ส่วนทีมบอลหญิง ผมก็ได้อวยพรให้ทุกคนโชคดี มีชัยชนะ นำความสุข รอยยิ้มมาให้แฟนบอลชาวไทย และที่สำคัญขอให้ทุกคนอย่าเจ็บ เพราะสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ”

ด้าน อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ กล่าวว่า “ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวขอโทษแฟนบอลทุกคนด้วยนะครับ ที่เราทำผลงานได้ไม่ค่อยดี และก็ต้องขอโทษด้วยที่เราต้องกลับมาถึงเมืองไทย เร็วกว่ากำหนด แต่ผมคิดว่าในการแข่งขันคราวนี้ นักกีฬาทุกคนได้ทำอย่างเต็มกำลังแล้ว”

“คิดว่าการไปคราวนี้ นักกีฬาแต่ละคนก็น่าจะได้ประสบการณ์ชั้นดี ว่าเราจะทำได้ดียิ่งกว่านี้ได้ ส่วนตัวผม การไปทัวร์นาเมนต์นี้ ก็ได้ทำให้เรารู้จักนักกีฬารุ่นนี้มากยิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมา เรายังเตรียมตัวได้ไม่ดีพอ ซึ่งผมเชื่อว่านักกีฬาทั้ง 20 คน นี้ ผมยังเลือกใช้งานได้ไม่ถูกต้อง”

“ก็ต้องขอบคุณแฟนบอลชาวไทยทุกคนที่ให้การเกื้อหนุน ก็เชื่อว่านักกีฬาของเราได้พยายามอย่างสุดความถนัดแล้ว แต่สิ่งที่เรายังขาดและบกพร่องไป เราก็ต้องพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น”

“สำหรับการเตรียมทีมต่อเนื่องในรายการชิงแชมป์เอเชีย ในช่วงเดือนมกราคม การได้ไปซีเกมส์คราวนี้ ก็ได้เรียนรู้แล้วว่านักเตะที่ได้มาในตอนซีเกมส์เป็นอย่างไร เราก็จะพยายามใช้เวลาที่เหลือในการเลือกหานักเตะและพัฒนานักเตะต่อไป”

“การไปคราวนี้ สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกพอใจก็คือว่า พอแข่งขันจบแล้ว ไม่มีนักเตะคนไหนมีอาการบาดเจ็บ ก็ได้แจ้งทุกคนไปแล้วว่า อยากให้ทุกคนพักให้เพียงพอ เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาสู้ต่อไป ทั้งในส่วนของร่างกายและจิตใจ”

“สุดท้ายขอขอบคุณทุกสโมสร ที่ปล่อยนักกีฬาให้เรามาใช้งาน”

ด้าน สุภโชค สารชาติ กองกลางทีมชาติไทยกล่าวว่า “ทุกคนก็พยายามทำสุดกำลังแล้ว ก็เสียใจครับที่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็พยายามที่สุดแล้ว”

“ทุกคนก็จะพยายามหาข้อผิดพลาดของตนว่ามีอะไรบ้าง และจากนั้นก็เก็บที่ตรงนั้นมาพัฒนาต่อ และสู้กันใหม่ในการชิงแชมป์เอเชีย”

“โค้ชก็บอกให้เราพักให้เต็มกำลัง ให้ลืมทัวร์นาเมนต์นี้ไป เรามีทัวร์นาเมนต์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า พักแล้วกลับมาสู้กันใหม่ เราก็ต้องให้เครดิตคู่แข่งด้วยที่ทำได้ดี มันเป็นการแข่งขันที่ทุกประเทศก็อยากได้แชมป์”

“ก็ขอให้แฟนบอลเป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทย U23 ต่อไป เราก็จะพยายามทำให้สุดกำลัง”

สำหรับทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มีโปรแกรมที่จะเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะแข่งขันในช่วงเดือนมกราคม 2563 ที่เมืองไทยเป็นเจ้าภาพ

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ คริส วอนโดลอฟสกี้

ชื่อเต็ม : คริส วอนโดลอฟสกี้
วันเกิด : 28 มกราคม 1983
เกิดที่ : แดนวิลล์, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
สัญชาติ : สหรัฐอเมริกา
ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร   ufa1688 
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

          คริส วอนโดลอฟสกี้ (เกิด 28 มกราคม 1983) นักเตะอาชีพชาวสหรัฐอเมริกาที่ค้าแข้งกับสโมสร ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ใน เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ และทีมชาติ สหรัฐอเมริกา โดยเขาเป็นศูนย์หน้าที่เคยทำสถิติคว้าชั้นดาวซัลโวสูงสุดของลีกสองฤดูในปี 2010 และปี 2012 ซึ่งทำให้เขาแปลงเป็นหนึ่งในดาวยิงระดับต้น ๆ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์

เส้นทางในระดับเยาวชนและวิทยาลัย

          วอนโดลอฟสกี้ เคยเล่นให้กับไฮสคูลซ็อคเกอร์ที่ เดอ ลา ซาล ไฮสคูล ในเมืองคอนคอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจากการที่เขาทำผลงานได้อย่างดียิ่งในปี 2000 และปี 2001 ทำให้เขาได้รับรางวัล "ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี" ในปี 2011 โดยสื่อท้องถิ่น

          หลังจบไฮสคูล เขาย้ายไปเล่นให้กับ ชิคาโก้ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ และสามารถยิงไปได้ถึง 39 ประตูจากทั้งหมด 84 เกม และพา "ชิโก้ รู้คส์" ขึ้นสู่ลีกสูงสุดในปี 2004 ด้วยผลงานซัดคนเดียว 17 ประตู

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ (2005)

          วอนโดลอฟสกี้ ถูกจัดชั้นเป็นเบอร์ที่ 41 ในการดราฟท์ของปี 2005 และเป็นทางด้านของ ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทัพจนได้ แม้ว่าดาวยิงรายนี้จะลงสนามช่วยทีมในศึก เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ เพียงแค่สองนัดเพียงแค่นั้นแต่เขาสามารถช่วยยิงให้ทีมสำรองได้ถึง 8 ประตูจาก 12 นัด

ฮุสตัน ไดนาโม (2006-2009)

          เขาย้ายไปร่วมทีม ฮุสตัน ไดนาโม ในฤดู 2006 และลงสนามให้กับทีมสำรอง 11 นัด แต่ยิงประตูได้ถึง 13 ลูกเลยทีเดียว หลังจากนั้นเขาสามารถทำประตูแรกในลีกสูงสุดได้สำเร็จในเกมที่พบกับ ชิคาโก้ ไฟเออร์ ตอนวันที่ 30 สิงหาคม 2006

          ฤดู 2007 วอนโดลอฟสกี้ เปิดสกอร์ในเกม คอนคาเคฟ แชมเปี้ยนส์ คัพ รอบรองชนะเลิศพบกับ ปายกก้า แม้ว่า ฮุสตัน จำเป็นต้องตกรอบจากการพ่ายในเลกสองก็ตาม หลังจากนั้นเขาสามารถยิงประตูแรกในรายการ ยูเอส โอเพ่น คัพ ในเกมที่เอาชนะ เอฟซี ดัลลัส 3-0 ช่วงวันที่ 23 สิงหาคม ในปีเดียวกัน

          ในปี 2008 เขายังคงลงสนามอย่างต่อเนื่องให้กับทีมสำรองสลับกับเกมรายการอื่น ๆ ซึ่งเขาได้รับการไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีมในเกมที่พ่ายให้กับ ชาร์เลสตัน แบทเตอรี่ ในศึก ยูเอส โอเพ่น คัพ

          เขายิงประตูที่ 4 ให้กับตัวเองในสโมสร จากเกมที่พบกับ นิวยอร์ค เร้ด บูลล์ส ตอนวันที่ 16 พฤษภาคม 2009 ซึ่งเป็นประตูที่ 7000 ของประวัติศาสตร์ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ อีกด้วย

ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ (2009-ปัจจุบัน)

          วอนโดลอฟสกี้ ถูกส่งไปให้กับสโมสร ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ด้วยสัญญาสลับตัวกับ แคม วีเวอร์ ในเดือน มิถุนายน 2009 ซึ่งการย้ายตัวคราวนี้เขาได้รับการลงสนามมากขึ้นและลงเล่นทั้งหมด 14 เกม ยิงไปทั้งสิ้น 3 ประตูให้กับ ซาน โฮเซ่

          เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในฤดู 2010 ด้วยการยิง 18 ลูกจาก 26 เกมใน เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ และพา ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ไปสู่รอบเพลย์-อ็อฟ ซึ่ง 18 ลูกที่ทำได้ทำให้เขาแปลงเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกและได้รับรางวัลรองเท้าทองในที่สุด นอกจากนี้เขายังเป็นคนซัดประตูชัยในเกมเพลย์-อ็อฟ เอาชนะ นิวยอร์ค 3-2

          ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ตบรางวัลด้วยการขยายสัญญาในเดือน กุมภาพันธ์ 2012 แบบไม่เปิดเผยเงื่อนไข

          วอนโดลอฟสกี้ ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักเตะ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ออล-สตาร์ 2012 พบกับทีม เชลซี ซึ่งในเกมนั้นเขาได้ถูกประกบโดย จอห์น เทอร์รี่ ก่อนที่จะสามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 21

          ช่วงวันที่ 6 ตุลาคม 2012 เขาได้แปลงเป็นตำนานผู้สร้างประวัติศาสตร์ยิงประตูสูงสุดตลอดกาล โดยเป็นการทำแฮตทริกหนที่สี่ในฤดู และทาบสถิติของ รอย ลาสซิเตอร์ ที่เคยทำไว้ 27 ลูกในฤดูเดียว ซึ่งบทสรุปซีซั่นนั้นทำให้เขาแปลงเป็นนักเตะคนเดียวของ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนถึง 4 ครั้งในซีซั่นเดียว ในเดือน เมษายน, มิถุนายน, กันยายน และ ตุลาคม

          ช่วงวันที่ 24 สิงหาคม 2014 วอนโดลอฟสกี้ เปลี่ยนเป็นนักเตะรายที่สามในศึก เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่สามารถยิงประตูได้อย่างน้อยถึงเลขสองหลักในฤดูเดียวติดต่อกัน 5 ซีซั่น ด้วยการยิง 14 ประตูตลอดฤดู 2014

          ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2015 ซัดจุดโทษตีเสมอให้กับทีมและเป็นประตูที่ 100 ของเขาในศึก เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ อีกด้วย และทำให้เขาเปลี่ยนเป็นนักเตะคนที่ 9 ในประวัติศาสตร์ของลีกที่สามารถทำได้

เส้นทางในการรับใช้ทีมชาติ

          ภายหลังที่เขาประสบความสำเร็จกับ ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์ ในฤดู 2010 และคว้ารางวัลรองเท้าทอง ทำให้เขาถูกเรียกตัวมารับใช้ทีมชาติ สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เวลาเก็บตัวในแคมป์ซ้อมกว่า 3 สัปดาห์ เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกในวันที่ 22 มกราคม 2011 เป็นเกมกระชับมิตรกับทีมชาติ ชิลี
          ตอนวันที่ 5 กรกฎาคม 2013 วอนโดลอฟสกี้ สามารถซัดประตูแรกให้กับทีมชาติในเกมที่พบกับ กัวเตมาลา ที่สนาม ควอลคอมม์ สเตเดี้ยม ในเมืองซาน ดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย และให้อีก 4 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดแฮตทริกในครึ่งแรกจากเกมที่พบกับ เบลิซ และทำให้เขาแปลงเป็นนักเตะที่มีชื่อของทีมชาติ สหรัฐอเมริกา ในเวลาต่อมา

          คริส วอนโดลอฟสกี้ ถูกเรียกไปติดทีมชาติอีกทีเป็นหนึ่งใน 23 นักเตะที่ถูกเลือกไปลุยศึก บอลโลก 2014 รอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล โดยในวันที่ 22 มิถุนายน 2014 เขาถูกส่งลงสนามในฐานะผู้เล่นสำรองแทนที่ของ คลิ้นท์ เดมพ์ซี่ย์ ในนาทีที่ 87 ในเกมที่พบกับ โปรตุเกส รอบแบ่งกลุุ่ม ๆ จี น่าเสียดายที่ทัวร์นาเม้นท์นี้เขาไม่สามารถจบสกอร์ได้เลย

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

ฮุสตัน ไดนาโม

– แชมป์ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ คัพ : 2006, 2007

ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์

– แชมป์ เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ซัปพอร์เตอร์ส ชิลด์ : 2012

ระดับทีมชาติ

สหรัฐอเมริกา

– แชมป์ คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ : 2013

ส่วนตัว
– รองเท้าทอง เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ : 2010, 2012
– 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยม เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ : 2010, 2011, 2012
– เอ็มวีพี เมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ : 2012
– ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควกส์
– ดาวยิงสูงสุด คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ : 2013

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช

หวนคืนพรีเมียร์ฯ อีกรอบของ อิวาโนวิช กับ เวสต์บรอมวิช  ufa1688 
    อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า บรานิสลาฟ อิวาโนวิช แนวรับประสบการณ์สูงชาวเซอร์เบีย พึ่งจะเซ็นสัญญาร่วมทัพ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เพื่อให้สู้ศึกพรีเมียร์ลีก 2020/21 นับเป็นการหวนคืนสู่เหย้าอีกรอบหลังเคยรับใช้สโมสร เชลซี ยาวนานกว่า 9 ปี ตั้งแต่ฤดู 2008-2017

          อิวาโนวิช ในวัย 36 ปี แปลงเป็นนักเตะไร้สังกัด หลังหมดสัญญากับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก สโมสรยักษ์ใหญ่ในลีกรัสเซีย ซึ่งเขากล่าวเปิดใจกับการย้ายตัวคราวนี้ว่า "พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ดีที่สุดในโลก"

          "ผมต้องการท้าทายตัวเอง และผมพร้อมสำหรับความท้าทายแล้ว ผมสุขสบายมากที่ได้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกรอบ" แนวรับประสบการณ์สูงกล่าวปิดท้าย

          บรานิสลาฟ อิวาโนวิช เกิดช่วงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1984 ณ เมือง ซเรมสก้า มิโตรวิช่า ในประเทศ เซอร์เบีย และเริ่มค้าแข้งกับสโมสรในบ้านเกิดอย่าง เอฟเค ซเรม จนกระทั่งเดือน มกราคม 2004 เขาได้ย้ายไปเล่นในลีกสูงสุดอย่าง โอเอฟเค เบโอกราด
        หลังจากนั้นสองปีต่อมา อิวาโนวิช ก็ย้ายไปซบ โลโคโมทีฟ มอสโก ในลีกแดนหมีขาว และถือเป็นจุดเริ่มของตำนานแนวรับจอมลุยผู้นี้ ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทัพ เชลซี ในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดู 2008/09 ด้วยค่าตัวเพียง 9 ล้านปอนด์เพียงแค่นั้นด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันถึงลูกถึงคน ทำให้เขาสามารถยืนได้ทั้งแบ็คขวาและเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

          อิวาโนวิช คว้า 9 โทรฟี่ใหญ่ร่วมกับ เชลซี ไม่ว่าจะเป็น สามแชมป์ พรีเมียร์ลีก, สามแชมป์ เอฟ เอ คัพ, แชมป์ ลีก คัพ, แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก อีกอย่างละครั้ง   แนวรับสารพัดประโยชน์ผู้นี้รับใช้ "สิงห์บลูส์" มากถึง 377 เกมทุกรายการและยิงไปทั้งสิ้น 34 ประตู ทำให้เขาเป็นหนึ่งในห้านักเตะต่างชาติที่ลงสนามให้กับสโมสรเกิน 300 นัดในพรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้น

          อิวาโนวิช มีชื่ออยู่ในทีมยอดเยี่ยมแห่งปีประจำ PFA ถึงสองครั้ง ก่อนจะหมดสัญญาและย้ายไปเล่นในลีก รัสเซีย อีกทีกับสโมสร เซนิต เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก แบบไร้ค่าตัวเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 2017-2020 ดูเหมือนว่าปลายทางของแข้งวัย 36 ปีรายนี้จำเป็นต้องกลับมาเล่นในลีกที่เข้มแข็งอีกรอบ หลังสโมสร เวสต์บรอมวิช ตัดสินใจดึงตัวแนวรับมากประสบการณ์กลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก ด้วยสัญญายาว 1 ฤดู ตอนวันที่ 15 กันยายน 2020 สำนักข่าวเทเลกราฟแถลงการณ์ว่า “เดอะ แบ็กกีส์”เวสต์บรอมวิช อัลเบียน น้องใหม่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังสนทนาหวังดึง บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลังดีกรีทีมชาติเซอร์เบีย กลับมาลุยลีกผู้ดีอีกรอบ

อิวาโนวิชวัย 36 ปี สร้างชื่อในอังกฤษอย่างมากสมัยเล่นกับ “สิงโตน้ำเงินคราม”เชลซี ในช่วงปี 2008-17 โดยลงเตะเกมพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมด 261 นัด ยิงได้ 22 ประตู

ฟอร์มการเล่นของอิวาโนวิช มีส่วนอย่างมากในการนำเชลซีก้าวสู่แชมป์ใหญ่ครบทุกรายการ ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และยูฟ่า ยูโรปา ลีก

ต่อมาอิวาโนวิชย้ายไปเล่นให้เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก แห่งลีกรัสเซีย แต่ตอนนี้แยกทางกันแล้ว ทำให้เจ้าตัวเปลี่ยนเป็นนักเตะว่างงานอยู่ ซึ่งเวสต์บรอมวิชเชื่อว่าแข้งรายนี้จะอาศัยประสบการณ์ช่วยทีมได้

ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่กับเชลซี
ยากที่จะเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของบรานิสลาฟ อิวาโนวิช เราจึงเลือกมา 5 ช่วงเวลาแล้วให้คุณได้เลือกโหวตกันว่าช่วงเวลาไหนที่คุณชอบมากที่สุด

1. หงส์แดง, แอนฟิลด์, เมษายน 2009 – ลูกโหม่งสองประตูทำให้เชลซีพลิกจากที่ตามหลังมาเอาชนะหงส์แดง 3-1 ในเกมแชมป์เปี้ยนส์ ลีกรอบก่อนรองชนะเลิศ

2. นาโปลี, สแตมฟอร์ด บริดจ์, มีนาคม 2012 – ประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษช่วยให้ทีมพลิกกลับมาชนะนาโปลีได้ในเกมแชมป์เปี้ยนส์ ลีก 2011/12

3. เบนฟิก้า, อัมสเตอร์ดัม อารีน่า, พฤษภาคม 2013 – ลูกโหม่งสุดดราม่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้ด้วยสกอร์ 2-1

4. หงส์แดง, สแตมฟอร์ด บริดจ์, มกราคม 2015 – อีกหนึ่งลูกโหม่งในเกมเจอหงส์แดงในลีก คัพ รอบรองชนะเลิศ ช่วยให้เชลซีผ่านเข้าไปแข่งในเวมบลีย์ได้สำเร็จ

5. แอสตัน วิลล่า, วิลล่า ปาร์ค, กุมภาพันธ์ 2015 – วอลเลย์สุดเฉียบช่วยให้เชลซีชนะ 2-1 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูนั้น

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าอินทรีเหล็ก จากสโมสร เชลซี

ติโม แวร์เนอร์ (Timo Werner) เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1996 เขาเริ่มหลงใหลในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่ามีคุณพ่อเป็นนักฟุตบอลจึงทำให้เขาได้เข้าไปคลุกคลีอยู่ในสนามซ้อมตั้งแต่มีอายุเพียงไม่กี่ขวบ ก่อนที่ในเวลาต่อมา แวร์เนอร์ จะผ่านการทดสอบฝีเท้าและเข้าไปเป็นเยาวชนของอคาเดมี่สโมสร สตุ๊ตการ์ต

เขาเริ่มฝึกฝนฝีเท้าซึ่งมีความฝันว่าต้องการจะก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์หน้าที่เก่งที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยมีไอดอลคือ มาริโอ โกเมซ นั่นเอง แวร์เนอร์ เริ่มมีผลงานไปสะดุดตาทางสต๊าฟโค๊ชในทีม จนถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเล่นอยู่ในทีมเยาวชนชุด U-17 ก่อนที่จะถล่มประตูเป็นว่าเล่น ด้วยการทำไปถึง 32 ประตู และอีก 6 แอสซิสต์
หลังต่อไปในวัย 16 ปี ติโม แวร์เนอร์ ได้ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุด U-19 ซึ่งเขาก็ยังคงทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดแบบเรื่อยๆ โดยสามารถทำไปทั้งสิ้น 25 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ จนกระทั่งฤดูกาลต่อมาเขาได้ถูกดึงขึ้นมาเล่นอยู่บนทีมชุดใหญ่ของสโมสร สตุ๊ตการ์ต ในทันที นั่นจึงทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่มีอายุน้อยที่สุดของทีม สตุ๊ตการ์ต ที่ได้ลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการ ด้วยวัยเพียง 17 ปี 4เดือน

แจ้งเกิดกับทัพม้าขาว สตุ๊ตการ์ต

ติโม แวร์เนอร์ ลงสนามเป็นครั้งแรกในศึก บุนเดสลีก้า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 โดยเป็นเกมที่พบกับ เลเวอร์คูเซ่น และต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกบนลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันได้สำเร็จ ในเกมที่เจอกับ ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต และหลังต่อไปวันที่ 10 พฤศจิกายน แวร์เนอร์ ก็ได้มีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ ไฟร์บวร์ก ไปได้ 3-1 จากการทำประตูช่วง 2-0 และ 3-1 นั่นจึงทำให้ ติโม แวร์เนอร์ กลายเป็นดาวเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกสูงสุด หรอ บุนเดสลีก้า ที่สามารถทำได้ถึง 2 ประตูในเกมเดียวกันได้

จนกระทั่งในฤดูกาล 2015-2016 สโมสร สตุ๊ตการ์ต ถึงจุดตกต่ำและต้องตกชั้นไปเล่นในลีกรอง ทำให้ตัวของ ติโม แวร์เนอร์ เริ่มเป็นที่มีความสนใจและได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่อย่างมากมาย ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะต้องสินใจย้ายไปค้าแข้งกับสโมสร แอร์เบ ไลป์ซิก

ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่เขาได้ก้าวขึ้นมาค้าแข้งอยู่กับทีมชุดใหญ่ของ สตุ๊ตการ์ต เขาสามารถทำประตูไปได้ทั้งสิ้น 13 ประตู จากการลงสนามไป 95 เกม

จอมถล่มประตู ประจำทีม แอร์เบ ไลป์ซิก

Timo Werner ระเบิดฟอร์มสุดยอดกับทาง แอร์เบ ไลป์ซิก

วันที่ 11 มิถุนายน 2016 ติโม แวร์เนอร์ ได้บรรลุข้อตกลงกับทางสโมสร แอร์เบ ไลป์ซิก โดยเซ็นสัญญากับทางสโมสรไปทั้งสิ้น 4 ปี และรับค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านยูโร หรือประมาณ 388 ล้านบาท ซึ่งนับเป็น Stats การย้ายที่มีค่าตัวสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว

เขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ แอร์เบ ไลป์ซิก ในทันทีก่อนที่จะเริ่มถล่มประตูคู่แข่งอย่างเรื่อยๆ จนกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดประจำทีมในทุกซีซั่นมาโดยตลอด จนทำให้หลายสโมสรยอดทีมในยุโรปเริ่มให้ความสนใจที่จะดึงตัวหัวหอกอนาคตไกลอย่าง ติโม แวร์เนอร์ มาไปเสริมทับ โดยเฉพาะกับทางสโมสร หงส์แดงลิเวอร์พูล ที่ได้มีข่าวกับตัวนักเตะรายนี้มาโดยตลอด

แต่ตัวเขากลับไม่ออกมาตอบโต้กับข่าวดังกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว กลับมุ่งหน้าโชว์ผลงานด้วยการทำประตูให้กับทีมอย่างเรื่อยๆ จนกลายเป็นรองดาวซัลโวของ บุนเดสลีก้า ด้วย 28 ประตู โดยเป็นรองเพียงแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ทำไปได้ 34 ประตูนั่นเอง

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ค้าแข้งต่างแดน กับสโมสร เชลซี

ติโม แวร์เนอร์ ย้ายมาเชลซี เพราะต้องการจะร่วมงานกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด

ด้วยฟอร์มการเล่นและผลงานที่ดูร้อนแรงเป็นอย่างมากของ ติโม แวร์เนอร์ จึงทำให้ถ้า หงส์แดง เริ่มให้ความสนใจที่จะทำการยื่นข้อเสนอให้กับแข้งรายนี้ได้พิจารณา แต่ตัวเขากลับปฏิเสธที่จะย้ายไปค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ และเลือกที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสิงห์บลูคู่แข่งร่วมลีกของ หงส์แดง เพราะ แวร์เนอร์ มีความชื่นชอบในวิธีและสไตล์การเล่นของทัพเชลซีส์ บวกกับมีความต้องการที่จะร่วมงานกับกุนซือระดับตำนานของสโมสรสิงห์สำอางอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด

การติดทีมชาติไนจีเรีย และสไตล์การเล่นของ ติโม แวร์เนอร์

Timo Werner โชว์ผลงานในระดับทีมชาติได้อย่างสุดยอด

แวร์เนอร์ ได้ลงเล่นในนามทีมชาติเป็นครั้งแรก ด้วยการมีชื่อติดอยู่ในทีมชุดลุยศึก ยูโร U-17 เมื่อปี 2012 ก่อนที่ในปี 2017 เขาถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทัพของ โยอาคิม เลิฟ ในเกมนัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติ England  และ อาเซอร์ไบจาน

แวร์เนอร์ สามารถทำได้ 2 ประตูในเกมที่พบกับ ทีมชาติแคเมอรูน ในรายการ คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2017 และสามารถช่วยให้ทีมชาติเยอรมันแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ พร้อมทั้งรับรางวัลรองเท้าทางคำจากผลงานที่ยอดเยี่ยม  

  "ภาพโดยรวมของ ติโม แวร์เนอร์ ถึงจุดนี้ ในวัย 24 ปี อยู่กับทีมมาระยะเวลาสร้างชื่อ ถึงจุดที่เขาต้องย้ายทีมเพื่อประสบการณ์และรายได้ที่สูงขึ้น ตามหลักการของนักเตะอาชีพคนหนึ่ง

    ส่วนเขาจะไปทางไหน ก็เรื่องหนึ่ง (สัญญาเหลือ 24 เดือน) แต่ที่แน่ๆ โค้ชใหม่ของ ติโม แวร์เนอร์ จะได้ประโยชน์จากนักเตะกองหน้าคนนี้เพียบ มีส่วนกับแนวรุกทั้งแผง จับเล่นตรงไหนทำได้ดี พร้อมอาวุธเด็ดคือ "ยิงประตู"   

นี่แหละ…ราคา 30 ล้านยูโร จึงดูน้อยไป แม้แต่ 50 ล้านยูโร อันเป็นค่าฉีกสัญญา ก็ยังน้อยไป ในมุมมองของไลป์ซิก นั่นเอง"

    ทิศทางนะย้ายแน่….แต่ไปไหนกันละ คอลัมน์ของผมวันที่ 2 มิ.ย. ไม่เขียนว่าย้ายไปไหน เขียนว่าน่าจะย้ายแต่ "ทางไหน"ของ ติโม คือ "ตำแหน่งการเล่น"

    ถึงจุดนี้แล้ว…ข่าวการย้ายทีมของดาวยิงทีมชาติเยอรมันกระหึ่มโลก มันเกิดขึ้นช่วงตีสองบ้านเรามีข่าวว่าเชลซีตกลงกับไลป์ซิกแล้ว ทุกสำนักข่าวในอังกฤษพาดหัวกันตัวเป้งๆครับ

    ตั้งแต่ เดอะ ไทมส์, บีบีซี, การ์เดี้ยน , เทเลกราฟ จนถึงกลุ่มแทบลอยด์ มีร์เรอร์ รวมทั้งแอพกีฬาอย่าง ดิ แอธเลติก ผมพยายามนั่งอ่านเพื่อดูความต่างในการนำเสนอข่าว

    ด้วยเพราะสำนักข่าวอังกฤษแต่ละเจ้า "คาแรคเตอร์" ต่างกัน ถ้าใครตามอ่านมานานเป็นสิบปี จะรู้ว่า "มันต่าง" ชัดเจน ความต่างตรงนี้ความหลากหลายที่มีประโยชน์ต่อคนข่าวอย่างผมมาก

    การสังเคราะห์และวิเคราะห์เกิดขึ้นตรงนั้น แม้ไม่ต้องทำตัวเร็วแบบรู้ก่อนใคร ผมว่าความสำคัญไม่ใช่รู้ก่อนใคร ในโลกยุคนี้ รู้ลึกขนาดไหน น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

    หลังข่าวนี้ออกมา "กระแส" แฟนบอลก็มากันอย่างสนุก บ้างก็บอกว่าเด็กหงส์อกหัก, แฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้ตัวดี เด็กหงส์ก็บอกว่า ไม่ได้ แวร์เนอร์ อาจได้ดีกว่านี้ เก็บเงินไว้ซื้อคนที่เก่งกว่า….ตามประสาแฟนบอลนะครับ
อันนี้เข้าใจ 555 ผมเลยจุดนั้นไปนานแล้ว…

เกียรติประวัติส่วนตัว ของ ติโม แวร์เนอร์

  เรื่อง ติโม แวร์เนอร์ เอาหลักๆ นะครับ ผมสังเคราะห์ให้ 2 ประเด็นใหญ่ ตามผมมาครับ…เอาแบบคั้นหัวกะทิเข้มข้นกันเลยทีเดียว

    1 ย้ายเพราะ…….?

    ** ติโม อยากย้าย อันนี้มันเป็นข่าวตั้งแต่ปีที่แล้วโน่น มีข่าวว่าจะเขาไปบาเยิร์น มิวนิค ปรากฏว่า "ดีล" ล่ม เสือกับกระทิงคุยกับไม่รู้เรื่อง เสือใต้ เกมซื้อขายนั้นเขี้ยวลากดินกว่า ไม่อยากจ่ายเยอะ

    จากนั้นพอย้ายไม่ได้ ไลป์ซิก ต่อสัญญาติโม (25ส.ค.2019) พร้อมค่าฉีกสัญญาสูงถึง 60 ล้านยูโร (ข่าวนี้จากสปอร์ตบิลด์ เยอรมัน)

    พอมาปีนี้ มันก็ชัดละครับเจตนา ย้ายทีมเกิดขึ้นตลอดเวลา พร้อมข่าวเงื่อนไข "ฉีกสัญญา" 55-60 ล้านยูโร หมดเขต 15 มิ.ย. บางสื่อ 55 ล้านยูโร บางสื่อ 60 ล้านยูโร เอาเป็นประมาณนี้นะ สัญญาของเขาเหลือ24 เดือน ดังนั้นค่าฉีกสัญญา จะลดลง มีข่าวระบุ 40 ล้าน ยูโร และ 20 ล้านยูโร ก่อนย้ายแบบฟรีๆ นั่นแหละที่มีข่าว แวร์เนอร์ ย้ายทีมดังขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

    ** ลิเวอร์พูล ไม่สู้ราคา

    เกือบสัปดาห์ที่ผ่านมาลิเวอร์พูล มีโอกาสได้ แวร์เนอร์ มากที่สุด มีทั้งข่าวในเยอรมันเรื่องการติดต่อพูดคุยส่วนตัว ต้นเดือนเม.ย.

    ระหว่าง คล็อปป์ กับ แวร์เนอร์ ….ข่าวแวดล้อม คือ "เด็กหงส์"แน่นอน สุดท้ายมีข่าวตูมเดียวจากแทบลอยด์บอกว่า "หงส์"ให้แค่ 30 ล้านปอนด์ ไลป์ซิก ปฏิเสธ จากนั้นเมื่อคืนวันพฤหัสบดี กลายเป็นเชลซีตัดหน้าหงส์

    จ่ายค่าฉีกสัญญาระดับ 55-60 ล้านยูโรแทน สื่อหลายฉบับใหญ่อังกฤษพาดหัวว่า "เชลซีคุยไลป์ซิก" ลงตัว สื่อรายย่อย ค้นหารายละเอียด เจาะลึก (ต้องฉีกเนื้อหา)

    บ้างก็บอกว่านอกจากราคาที่ลิเวอร์พูลไม่อยากจ่ายแล้ว เพดานค่าจ้างของ แวร์เนอร์ อาจสูงระดับ โม ซาลาห์ (2 แสนปอนด์) FSG เตรียมแผนงานธุรกิจ หลังโควิด จึงไม่อยากใช้จ่ายมากเกิน

    ส่วนเชลซีของ เสี่ยหมี ไม่เสียดายเงินก้อนระดับ 50-60 ล้านยูโร จึงจัดการกระชากตัว แวร์เนอร์ มาพร้อมให้เงินค่าจ้าง… 170,000 ถึง 2 แสนปอนด์ ต่อสัปดาห์ บวกโบนัส สัญญา 5 ปี พร้อมขึ้นค่าจ้างให้ทุกปี….อันนี้คือตามหน้าข่าวปกติ เรามองตามทิศทางข่าวที่ออกมา

    ส่วนเชิงลึกมีหลายแหล่งข่าวอ้างว่า ผ.จ.ก. ส่วนตัว แวร์เนอร์ ติดต่อทั้งแมนฯยูฯ, เชลซี ก่อนมาจบที่ มือขวาเสี่ยหมี มาเรียนา กรานอฟสกายา นักเจรจามือทอง เรื่องนั้นก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ายังไง…แต่เท่าที่ผมได้ข้อมูลจากเจ้าของทีมบอลอังกฤษ
พบว่า…ผ.จ.ก. ส่วนตัว ติดต่อสโมสรเพื่อให้นักเตะย้าย นั้น "จริง" แน่ๆ

Categories
นักฟุตบอล

ประวัติส่วนตัว “ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คือผลผลิตชิ้นโบแดงจากศูนย์ อคาเดมี่ ของ วาสโก ดา กาม่า ที่ให้การดูแลมิดฟิลด์ร่างเล็กรายนี้ตั้งแต่ 6 ขวบ โดย คูตินโญ่ ใช้เวลาในการพัฒนาฝีเท้าเกือบ 10 ปี ก่อนจะฉายแววความเป็นอัจฉริยะลูกหนัง ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับ วาสโก ดา กาม่า และ ทีมชาติ บราซิล รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ซึ่งในหน้าที่หลังดูจะเป็นการประกาศศักดาให้โลกรู้ถึงความฉกาจฉกรรจ์ของฝีเท้า หลังจากตะบันแฮตทริคใส่ อิหร่าน ในเกมอุ่นเครื่อง และด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงหาตัวจับยากสำหรับเยาวชนที่มีอายุแค่ 16-17 ปี จึงเข้าตา อินเตอร์ มิลาน มหาอำนาจลูกหนังของอิตาลีเข้าอย่างจัง    ufa1688 

       ปี 2008 อินเตอร์ มิลาน พยายามดึงตัวสตาร์ บราซิล เข้าถิ่น ซาน ชิโร่ ด้วยค่าหัวแบบจิ๊บๆที่ 4 ล้านยูโร ทว่าล้มเหลวเนื่องด้วย วาสโก ดา กาม่า ต้องการเก็บ คูตินโญ่ ไว้ใช้งานและค่าตัวที่ได้รับสำหรับดีลคราวนี้ก็ไม่สมน้ำสมเนื้อแต่ประการใด อย่างไรก็ตามความพยายามของ "เนรัซซูร์รี่" กลับมาสัมฤทธิ์ผลในปี 2010 ยุค "เอล ราฟา" ราฟาเอล เบนิเตซ ที่แท็คทีมกับ มัสซิโม โมรัตติ ประธานสโมสร เดินเกมทาบทามอย่างจริงจัง พร้อมการันตีกับ คูตินโญ่ ว่าจะมีอนาคตภายใต้สโมสรแห่งนี้อย่างแน่ๆ ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจย้ายสำมะโนครัวจากแดนกาแฟมาอยู่ อิตาลี ในที่สุด

       เกมเปิดฉากสีเสื้อใหม่ อินเตอร์ มิลาน คือแมตช์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ช่วงปลายเดือน สิงหาคม 2010 ด้วยการออกสตาร์ทเป็นผู้เล่นสำรองในการเจอกับ "ทีมตราหมี" แอตเลติโก มาดริด และมีส่วนร่วมกับศึกแชมป์ชนแชมป์นี้ใน 10 นาทีสุดท้าย ต่อมาเส้นทางในถิ่น ซาน ชิโร่ ดูจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่าตำแหน่งหรือวิธีการเล่นไปทับกับนักเตะระดับบิ๊กเนมอย่าง เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ จอมทัพชาวฮอลแลนด์ ช่วงครึ่งฤดูหลังปี 2012 จึงต้องย้ายมาอยู่ สเปน กับ เอสปันญ่อล ด้วยสัญญายืมตัว

       ช่วงเวลาหกเดือนที่อยู่กับ เอสปันญ่อล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แข้งบราซิเลี่ยนรายนี้กลับมามีชื่อติดตลาดอีกที หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับทีมจากแคว้นคาตาลัน โดยเฉพาะลูกฟรีคิกและจังหวะสอดขึ้นไปทำประตูที่ทำได้อย่างเด็ดขาด จนสามารถซื้อใจแฟนบอลชาวคาตาโลเนี่ยนได้ด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ อย่างไรก็ตาม คูตินโญ่ เหมือนกลับไปอยู่ในขุมนรกอีกที เมื่อหมดสัญญายืมตัวต้องกลับไปใส่สนับก้นในถิ่น ซาน ซิโร่ ด้วยความเบื่อหน่ายและเริ่มหมดคุณค่าในตัวเอง อินเตอร์ จึงสนนราคา 10 ล้านยูโร สำหรับการปล่อยตัว คูตินโญ่ ให้กับที่สนใจ

       เมื่อข่าวนี้สะพัดไปที่ตลาดซื้อขายนักเตะ หงส์แดง และ เซาท์แฮมป์ตัน จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างให้ความสนใจที่จะดึงสตาร์บราซิลไปร่วมแก๊งค์ โดย "หงส์แดง" ต้องการเสริมทัพในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่พอดี และ ทีมนักบุญ ก็พึ่งได้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่เป็นนายเก่า เอสปันญ่อล ผ่านแดนมาคุมทีม เซาธ์แฮมป์ตัน จึงจัดการเดินเกมเร่งปิดดีลเป็นการด่วน ทว่า คูตินโญ่ เลือก หงส์แดง เพราะมี ลูคัส เลว่า คนบ้านเกิดเดียวกันน่าจะช่วยในเรื่องการปรับตัวในอังกฤษได้ดีมากยิ่งกว่า จึงตัดสินใจย้ายมา หงส์แดง ด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร ในที่สุด

       ชีวิตในรั้ว แอนฟิลด์ ทาง คูตินโญ่ ถือว่ามีความมั่นคงในอาชีพค้าแข้งมากที่สุดนับจากสี่สโมสรที่เคยเล่น เพราะนอกจากจะตีตราจองตำแหน่งตัวจริงบนแผงมิดฟิลด์ เร้ดแมชชีน (ถ้าไม่เจ็บไม่แบน) คูตินโญ่ จะได้ยืนอยู่หลังกองหน้าในฐานะ เบอร์ 10 ของสโมสร ซึ่งนักเตะวัย 21 ปี รายนี้ถือว่าปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เซ้นส์และสปีดบอลที่สามารถพลิกแพลงในที่แคบๆ ตอบโจทย์ความปรารถนาของสาวก เดอะ ค็อป ได้อย่างตรงข้อความสำคัญ หลังจาก หงส์แดง ร้างนักเตะสไตล์นี้มานาน ตั้งแต่หมดยุครุ่งเรืองในช่วงปี 80"

       แมตช์เปิดตัวของ คูตินโญ่ ในถิ่น แอนฟิลด์ คือเกมกับ เวสต์บรอมวิช ที่ลงมาสัมผัสเกมในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แทน สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ก่อนที่ต้นสังกัดจะแพ้ เวสต์บรอมฯ ไปด้วยสกอร์ 0-2 ถึงกระนั้น หงส์แดง มาแก้ตัวได้ในสัปดาห์ต่อมาที่เปิดรังถล่ม สวอนซี ไปถึง 5-0 ซึ่งเสมือนแมตช์เปิดตัวอย่างเป็นทางการของ คูตินโญ่ ที่สามารถทำประตูได้ 1 ลูก หลังจาก "หม่อมเหยิน" หลุยส์ ซัวเรซ จ่ายบอลถวายพานทองมาให้ดาวยิงเชื้อชาติ บราซิล ซัดเข้าไปไม่เหลือซากในนาทีที่ 46 ซึ่งเป็นช็อตที่สร้างความประทับใจให้กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ เร้ดแมชชีน เข้าอย่างจัง

       สถานะในทีมของ คูตินโญ่ ดีขึ้นทันตาเห็นเพราะหลังจากนั้นเจ้าตัวได้ออกจากสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง ในเกมกับ วีแกน ซึ่งแข้งวัย 21 ปี ไม่ทำให้ความไว้ใจของ ร็อดเจอร์ส ต้องเสียเปล่า เมื่อสร้างจังหวะเกมรุกได้อย่างวูบวาบ และเป็นแอสซิสต์ให้กับ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง และ หลุยส์ ซัวเรซ ยิงประตู ส่ง หงส์แดง นำ 2-0 ตั้งแต่ยังไม่ครบ 20 นาทีแรก ก่อนที่เจ้าตัวจะถูกถอดไปพักในนาทีที่ 71 หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ยังคงรักษาความคงเส้นคงวาในระดับฝีเท้าที่น่าพอใจจนได้รับการโหวตจากสาวก เดอะ ค็อป ให้ คูตินโญ่ เป็น ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน มีนาคม, เมษายน 2013 พร้อมกับคั่วดาวรุ่งฟอร์มแรงที่สุดในสโมสรไปครองอีกด้วย

ฤดู 2013-2014

      คูตินโญ่ ได้รับอาการบาดเจ็บในเดือนกันยายน หลังจากปะทะกับ แอชลีย์ วิลเลี่ยม ในเกมที่พบกับ สวอนซี และเขาก็กลับมาได้ในเกมที่ ''หงส์แดง'' ไล่ถล่มฟูแล่มไป 4-0 ที่แอนฟิลด์ ในเดือนพฤศจิกายน ฤดูนี้หลังหายเจ็บกลับมา คูตินโญ่ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้ดีเยี่ยมเช่นเคย มีลูกแอสซิสต์ ที่สำคัญในหลายๆเกม รวมทั้งยิงประตูสำคัญในหลายๆนัดอีกด้วย โดยฤดูนี้ ''คูตี้'' ยิงไปทั้งหมด 5 ประตู ประตูที่ทำให้เกิดความหวังในการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูนี้ของหงส์แดงก็เกิดขึ้นจากเขาเอง ด้วยการยิงประตูชัยเอาชนะ แมนฯซิตี้ไปได้ 3-2 ในเกมที่สุดมันส์ จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม 2018 หงส์แดงได้บรรลุสัญญากับทางสโมสร บาร์เซโลน่า ด้วยข้อเสนอการคว้าตัว ฟิลิปเป คูตินโญ ด้วยค่าตัวราว 120 ล้านปอนด์ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลจึงทำให้เขายังคงต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นอย่างมากในสโมสรแห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถพังแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ได้อย่างรวดเร็วในศึก ลา ลีก้า สเปน ที่บาร์เซโลน่าเปิดรังเอาชนะ ฌิโรนา ไปได้ถึง 6-1 และยังผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจบฤดู 2017-2018 เขาสามารถคว้าแชมป์ ลา ลีก้า สเปน ร่วมกับต้นสังกัดใหม่อย่าง บาร์เซโลน่า และนอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ โคปาเดย์เร ได้ ได้สำเร็จ นับเป็นการออกสตาร์ทกับต้นสังกัดใหม่ที่สวยงามเลยทีเดียว หลังจากทำผลงานได้อย่างดียิ่งกับลิเวอร์ ทำให้บาร์เซโลน่าไม่รอช้ารีบดึงตัวเขามาร่วมทีมในทันที  
ประวัติ ฟิลิปเป คูตินโญ พ่อมดน้อยจากบราซิล

ฟิลิปเป คูตินโญ โคเรย์ย่า เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 1992 เขาเสมือนผลงานชิ้นโบแดงของศูนย์ฝึกบอลของประเทศบราซิลอย่าง วาสโก ดา กาม่า อคาเดมี่ ที่ได้ปลุกปั้นมิดฟิลด์ผู้นี้มาตั้งแต่เขามีอายุเพียงแค่ 6 ขวบ โดยเจ้าตัวใช้เวลาฝึกฝนและพัฒนาฝีเท้าตรงเวลา 10 ปี ก่อนที่จะไปฉายแสงขึ้นมาเป็นกำลังหลักของ วาสโก ดา กาม่า ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเกินอายุของเขาในเวลานั้น จึงทำให้ได้รับฉายาจากแฟนบอลว่า อัจฉริยะลูกหนัง และมีชื่อติดทีมชาติบราซิลรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ซึ่งนั่นถือเป็นการประกาศศักดาให้กับตัวเอง เมื่อเจ้าตัวได้ทำการตะบันแฮชทริคใส่ อิหร่าน ในเกมอุ่นเครื่อง ด้วยความร้อนแรงของ คูตินโญ ในวัยเพียงแค่ 16-17 ปี ฟอร์มของเขาได้เข้าไปสะดุดตาทีมมหาอำนาจลูกหนังของประเทศอิตาลี อย่างทีม อินเตอร์ มิลาน เข้าอย่างจัง

เส้นทางสู่แดนมักกะโรนี
Coutinho-Vasco
ในวัย16-17ปี คูตินโญ ได้ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของ วาสโก ด่ กาม่า จนทำผลงานออกมาได้อย่างดียิ่งจนมีชื่อติดทีมชาติบราซิลชุดอายุไม่เกิน17ปี

ในปี 2008 อินเตอร์ มิลาน ได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คว้าตัวดาวรุ้งชาวบราซิลผู้นี้เผ่านาอยู่ในถิ่น ซาน ซิโร่ แต่ทว่า วาสโก ดา กาม่า มีความปรารถนาที่จะเก็บ คูตินโญ ไว้เพื่อให้ใช้งานและด้วยข้อเสนอที่ทาง อินเตอร์ มิลาน ยื่นมานั้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจของต้นสังกัด อย่างไรก็ตามความพยายามของทาง อินเตอร์ มิลาน ได้กลับมาสัมฤทธิ์ผลในปี 2010 ในยุคการคุมทีมของ ราฟาเอล บานิเตซ ที่ได้ยื่นความประสงค์แก่ มัสซิโม โมรัซติ ประธานสโมสร ได้ทำการเดินหน้ายื่นข้อเสนออย่างจริงจังอีกที พร้อมด้วยกล่าวกับ คูตินโญ ว่าเขาจะมีอนาคตภายใต้สโมสร อินเตอร์ มิลาน อย่างแน่ๆ ทำให้ คูตินโญ ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วที่จะย้ายเผ่านาอยู่ในถิ่น ซาน ซิโร่ จนทำให้ อินเตอร์ มิลาน คว้าตัว คูตินโญ มาจาก วาสโก ดา กาม่า ด้วยค่าตัว 3.8 ล้านยูโร

coutinho-inter-milan
คูตินโญถูก อินเตอร์ มิลานดึงตัวมาร่วมทีม เพื่อให้หวังจะปลุกปั้นในมิดฟิลด์ผู้นี้

ในช่วงแรกที่ คูตินโญ ได้ย้ายเผ่านาฝึกซ้อมกับ อินเตอร์ มิลาน นั้น เขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวและทำความรู้จักกับเพื่อให้นร่วมทีมอยู่นาน ด้วยเหตุว่าภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างจากที่บราซิล จากนั้นเขาจึงค่อยๆ พัฒนาตัวเองและขยับขึ้นมามีหน้าที่กับการฝึกซ้อมกับนักเตะสตาร์ดังบนทีมชุดใหญ่ โดยเกมแรกที่เขาได้เปิดฉากให้กับ อินเตอร์ มิลาน คือแมตซ์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ด้วยการลงเป็นผู้เล่นสำรองในเกมที่ อินเตอร์ มิลาน พบกับ แอตเลติโก มาดริด โดยเขาได้มีส่วนร่วมในศึกแชมป์ชนแชมป์เพียงแค่ 10 นาทีสุดท้ายแค่นั้นแต่เส้นทางบอลในถิ่น ซาน ซิโร่ ของเขานั้นเหมือนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะวิธีการเล่นและตำแหน่งของเขาตรงกับนักเตะระดับบิ๊กเนมของทีมในเวลานั้นอย่าง เวสลีย์ ชไนเดอร์ จึงทำให้ช่วงตลาดหน้าหนาวของซีซั่น 2012 เปิดตัวขึ้น เขาจึงจำใจต้องย้ายไปร่วมทีมกลางตารางในลีกสเปนอย่าง เอสปันญ่อล ด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดู

จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ เอสปันญ่อล
coutinho-Espanyol
คูตินโญในช่วงที่อยู่กับอินเตอร์ มิลาน เขาถึงส่งให้ เอสปันญ่อล ยืมตัวด้วยสัญญา 6 เดือน

ช่วงเวลาที่เขาย้ายมาร่วมกับ เอสปันญ่อล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขากลับมามีฟอร์มการเล่นโดดเด่นและมีชื่อติดตลาดอีกรอบ โดยเฉพาะจังหวะการยิงฟรีคิกและการสอดแทรกขึ้นไปทำประตูได้อย่างเด็ดขาดของเจ้าตัว จนทำให้ คูตินโญ่ สามารถซื้อใจแฟนบอลชาวคาตาลันได้อย่างง่ายดาย เมื่อหมดสัญญาการยืมตัวเขาจึงต้องเดินทางกลับมาสู่ อินเตอร์ มิลาน และกลับมาอยู่ที่ม้านั่งสำรองอีกที ด้วยความเบื่อหน่ายและหมดคุณค่าในตัวเอง อินเตอร์ มิลาน จึงตัดสินใจตั้งค่าตัวของ คูตินโญ่ ไว้ที่ 10 ล้านยูโร่ เมื่อข่าวนี้ได้ถูกกระจายออกไปในตลาดซื้อ-ขายนักเตะ 2 ทีมดังจากลีกเมืองผู้ดีอังกฤษอย่าง หงส์แดง และ เซาท์แฮมป์ตัน ต่างให้ความสนใจและพร้อมที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อให้ทำการคว้าตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ เผ่านาร่วมทีมทันที เพราะ หงส์แดง กำลังต้องการจะเสริมทัพในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อให้สู้ศึก พรีเมียร์ ลีก ในซีซั่นหน้า และเพราะ หงส์แดงในเวลานั้นได้มีเพื่อให้นร่วมชาติของเขาอย่าง ลูคัส เลว่า อยู่ในทีม จึงทำให้ปี 2013 คูตินโญ ตัดสินใจเผ่านาร่วมทีม หงส์แดง ด้วยค่าตัว 11.70 ล้านยูโรในที่สุด

เดินหน้าไปสู่ถิ่น แอนฟิลด์
coutinho-liverpool-number10
คูตินโญ ได้ย้ายมาร่วมทีมหงส์แดงในปี 2013 โดยเขาได้ใส่เสื้อหมายเลข 10

ภายหลังที่ คูตินโญ ได้ก้าวเท้าไปสู่ถิ่น แอนฟิลด์ เขาถือว่ามีความมั่นคงและเป็นกำลังสำคัญให้ทีม หงส์แดงเป็นอย่างมาก โดยฐานะผู้เล่นหมายเลข 10 ของหงส์แดงที่หมายคือผู้เล่นในตำแหน่งจอมทัพของทีมอีกด้วย จากที่เป็นนักเตะที่นั่งสำรองรอโอกาสจากนักเตะบิ๊กเนมในถิ่น ซาน ซโร่ ตอนนี้เขากลับแปลงเป็นกำลังหลักสำคัญและมีส่วนขับเคลื่อนให้ หงส์แดง มีผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยเซ้นส์และสปีดบอลที่สามารถพลิกแพลงในการเล่นที่แคบๆ ตอบโจทย์ตามความปรารถนาของสาวก เดอะ ค็อป ได้อย่างแจ่มแจ้ง ภายหลังที่หงส์แดงนั้นขาดแคลนนักเตะสไตล์นี้มาอย่างยาวนาน

โดยแมตซ์เปิดตัวของ คูตินโญ นั้นเกิดขึ้นในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมที่พบกับ เวสบรอมวิช ที่ได้ลงมาสัมผัสเกมในช่วง 10 นาทีสุดท้าย แทน สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ก่อนที่จะถูก เวสบรอมวิช ยำคาบ้านไปด้วยสกอร์ 0-2 แต่อย่างไรก็ตาม หงส์แดง ก็สามารถกลับมาแก้ตัวได้ในเกมต่อมาที่พวกเขาเปิดบ้านถล่ม สวอนซี ไปถึง 5-0 ซึ่งนั่นเสมือนเกมเปิดตัวที่แท้จริงของ คูตินโญ โดยเขาสามารถทำประตูได้ 1ประตู และยังจ่ายบอลให้ หลุยส์ ซัวเรส พังประตูเข้าไปในนาทีที่ 46 ซึ่งนั่นเป็นช็อตเด็ดสร้างความประทับใจให้กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของทีมในเวลานั้น จนทำให้สถานะของเขากับทีมเปลี่ยนไปทันตาเห็น เพราะหลังจากนั้น คูตินโญ ได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงมาอย่างต่อเนื่องและเขายังทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ พึงพอใจเป็นอย่างมากจากฟอร์มการเล่นและจังหวะทำเกมรุกที่น่ากลัว, การแอสซิสต์ที่เฉียบขาด, และการทำประตูที่แม่นยำ และเขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างคงเส้นคงวาจนได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน มีนาคม และ เมษายม 2013 และคว้ารางวัลดาวรุ่งฟอร์มร้อนแรงที่สุดของสโมสรไปได้อีกด้วย

หลังจากฤดูแรกที่เปิดตัวกับ หงส์แดง ได้ดีเยี่ยม คูตินโญ ยังคงไม่ลดความร้อนแรงของตนเอง โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นจอมทัพของทีมและพาหงส์แดงขึ้นไปมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ก่อนที่จะได้รับอาการบาดเจ็บในจังหวะที่เข้าปะทะ แอชลีย์ วิลเลียม ในเกมที่พบกับสวอนซี จึงทำให้ฤดู 2013-2014 หงส์แดงจบชั้นได้เพียงที่ 2 ของตารางและพลาดการคว้ามแชมป์ไปในที่สุด

coutinho-liverpool
คูตินโญ ในตำแหน่งนักเตะจอมทัพของหงส์แดง เขามีฟอร์มที่ร้อนแรงนสุดๆ

จนกระทั่งในฤดูต่อมาได้มีการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร โดยการเผ่านาของ เจอเกนส์ คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมัน ที่เผ่านาคุมทีมและปลุกความยิ่งใหญ่ให้กลับสโมสรได้อีกที ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ คูตินโญ่ ได้พัฒนาฝีเท้าและฉายแสงฟอร์มเก่งขึ้นมาอีกที จนฟอร์มการเล่นของเขาได้ไปเข้าตาทีมต่างดาวอย่าง บาร์เซโลน่า ยอดทีมดังจากสเปน และได้แสดงถึงความปรารถนาที่จะคว้าตัวดาวเตะรายนี้เผ่านาครอบครองอย่างจริงจัง แต่ทว่าก็ได้ถูก หงส์แดง ปฏิเสธไปอย่างหน้าตาเฉย แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้เจ้าตัวเสียสมาธิไปจากเกมลูกหนังได้ เพราะยังคงโชว์ผลงานและฟอร์มที่เร้าร้อนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพทีมที่ยังไม่สามารถทำผลงานขึ้นไปถึงการเป็นแชมป์ของลีกสูงสุดอย่าง พรีเมียร์ ลีก ได้นั้น ทำให้ คูตินโญ่ เริ่มมีนึกถึงอนาคตของตนและตัดสินใจขอขึ้นบัญชี ซื้อ-ขาย เพื่อให้ให้โอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสถึงความสุดยอดของการเป็นแชมป์ และแน่ๆว่าต้องเป็น บาร์เซโลน่า ทีม UFO จากสเปน ที่พร้อมจะดูดตัวของ คูตินโญ่ ขึ้นสู่ยานแม่ในทันที

ขึ้นยานแม่ ไปสู่ทีมต่างดาว บาเซโลน่า
จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม 2018 หงส์แดงได้บรรลุคำสัญญากับทางสโมสร บาร์เซโลน่า ด้วยข้อเสนอการคว้าตัว ฟิลิปเป คูตินโญ ด้วยค่าตัวราว 120 ล้านปอนด์ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลจึงทำให้เขายังคงต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นอย่างมากในสโมสรแห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถพังแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ได้อย่างรวดเร็วในศึก ลา ลีก้า สเปน ที่บาร์เซโลน่าเปิดรังเอาชนะ ฌิโรนา ไปได้ถึง 6-1 และยังผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจบฤดู 2017-2018 เขาสามารถคว้าแชมป์ ลา ลีก้า สเปน ร่วมกับต้นสังกัดใหม่อย่าง บาร์เซโลน่า และนอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ โคปาเดย์เร ได้ ได้สำเร็จ นับเป็นการออกสตาร์ทกับต้นสังกัดใหม่ที่สวยงามเลยทีเดียว

coutinho-barcelona
หลังจากทำผลงานได้ดีเยี่ยมกับลิเวอร์ ทำให้บาร์เซโลน่าไม่รอช้ารีบดึงตัวเขามาร่วมทีมในทันที

แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางของเขาก็ยังคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะหลังจากเปิดซีซั่นใหม่ขึ้นมานั้นเขายังคงต้องนั่งเป็นผู้เล่นสำรองอย่างบ่อยครั้ง และน้อยครั้งที่จะได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง ส่งผลให้ฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวนั่นดับลงไปอย่างน่าเหลือเชื่อ

ติดทีมชาติสู้ศึกบอลโลก

หลังจาก คูตินโญ โชว์ผลงานและฟอร์มที่เร้าร้อนอย่างต่อเนื่องกับ หงส์แดง จนเกือบพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร จนกระทั่งส่งผลให้ ติเต้ ใส่ชื่อของเขาติดทีมชาติบราซิลชุดสู้ศึกบอลโลกปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นเหนือกว่า เนย์มาร์ ซุปเปอร์สตาร์ของทีม ส่งผลให้ทีมชาติบราซิลไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฐานะที่ 1 ของกลุ่ม E เข้าไปพบกับทีมชาติแม็กซิโกด้วยสกอร์ 2-0 ก่อนที่จะถูกดับฝันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยทีมชาติเบลเยี่ยมด้วยสกอร์ 2-1

แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางของเขาก็ยังคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะหลังจากเปิดซีซั่นใหม่ขึ้นมานั้นเขายังคงต้องนั่งเป็นผู้เล่นสำรองอย่างบ่อยครั้ง และน้อยครั้งที่จะได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริง ส่งผลให้ฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวนั่นดับลงไปอย่างน่าเหลือเชื่อ
 
ฤดู 2014-2015

      ในวันที่ 17 สิงหาคม คูตินโญ่ เริ่มฤดู 2014/15 ด้วยการพาทีมเอาชนะ เซาท์แฮมป์ตัน 2-1 หลังจากนั้นเขาทำแอสซิสแรกในฤดูนี้ให้ทีมเฉือนเอาชนะ สวอนซี ซิตี้ 2-1 ในศึก ลีก คัพ ด้วยการเปิดบอลเข้าหัวของ เดยัน ลอฟเรน ต่อในวันที่ 19 ตุลาคม คูตินโญ่ พังประตูแรกของตนเองในซีซั่นนี้ได้สำเร็จ ในเกมที่เอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค แรนเจอร์ส 3-2 จากการลงสนามเป็นผู้เล่นสำรอง

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

กอรัน ปันแดฟ

ufa1688 กอรัน ปันแดฟ (มาซิโดเนีย: Горан Пандев; เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1983) เป็นนักฟุตบอลชาวมาซิโดเนียที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับเจนัวในอิตาลี เขาเป็นกัปตันและผู้ทำประตูสูงสุดของทีมชาตินอร์ทมาซิโดเนีย โดยยิงได้ 34 ประตู

เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการเล่นให้กับลาซีโอ ต่อมาเขาย้ายไปอินเตอร์มิลานในช่วงต้น ค.ศ. 2010 ซึ่งเมื่อเขาเล่นให้กับ งูใหญ่ เขาพาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ อันได้แก่ เซเรียอา, โกปปาอีตาเลีย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ทีมชาติ
เขาลงเล่นให้กับทีมชาติมาซิโดเนียเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2001 นัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก ที่ออกไปเยือนตุรกี ปัจจุบันเขาได้ลงเล่นให้กับทีมชาติไปแล้ว 108 นัด ยิงได้ 34 ประตู โดยเขาเคยยิงสองประตูใส่สเปนในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2009 ทำให้เขากลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมชาตินอร์ทมาซิโดเนีย ทำลายสถิติเดิมของจอร์จี ฮริสตอฟ

ในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2019 ปันแดฟลงเล่นให้กับทีมชาติครบ 100 นัด ในนัดที่เปิดบ้านเอาชนะลัตเวีย 3–1 ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รอบคัดเลือก ซึ่งอีกหนึ่งปีถัดมา เขาบริจาคเสื้อแข่งขันที่เขาใส่ในนัดนั้น เพื่อรณรงค์ต่อสู้กับการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา

เกียรติประวัติ
สโมสร
ลาซีโอ
โกปปาอีตาเลีย: 2008–09
อินเตอร์
เซเรียอา: 2009–10
โกปปาอีตาเลีย: 2009–10, 2010–11
ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา: 2010
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก: 2009–10
ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก: 2010
นาโปลี
โกปปาอีตาเลีย: 2011–12, 2013–14
รางวัลส่วนตัว
นักฟุตบอลมาซิโดเนียแห่งปี: 2004, 2006, 2007, 2008, 2010
ผู้ทำประตูสูงสุดในโกปปาอีตาเลีย: 2008–09, 2016–17